หมอวี ฉะสปสช. เพิ่มสิทธิยาฮอร์โมนข้ามเพศ เข้าบัตรทอง ถามประเทศรวยหรือ ผู้ป่วยมะเร็งยังเข้าไม่ถึงยาจำเป็นเลย

7.06.26 | 18:44 น.

หมอวี ฉะ สปสช. ประเทศรวยขนาดนั้นหรือ เพิ่มสิทธิยาฮอร์โมนข้ามเพศ 8 รายการ เข้าบัตรทอง ชี้ไม่ให้ฟรีก็ไม่ตาย ขนาดผู้ป่วยมะเร็ง-ล้างไต ยังเข้าไม่ถึงยา ต้องรอคิว แนะประกาศยกเลิกน่าจะได้คำสรรเสริญมากกว่าตำหนิ

จากกรณีรัฐบาลเปิดสิทธิประโยชน์ “ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ” ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของคนข้ามเพศ และดึงกลุ่มผู้รับบริการเข้าสู่ระบบสุขภาพอย่างปลอดภัย ครอบคลุมทั้งยาฮอร์โมน การตรวจแล็บ ดูแล Transgender ให้สุขภาพดีแบบองค์รวม โดยชุดบริการสำหรับการข้ามเพศบรรจุไว้ในสิทธิประโยชน์ในสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สิทธิบัตรทอง) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ดำเนินการจัดซื้อยาฮอร์โมนแล้ว ซึ่งยา “ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ” ทั้ง 8 รายการ แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย 1.กลุ่มยาฮอร์โมนเพศหญิง ทั้งชนิดเม็ดและชนิดทา 2.กลุ่มยาฮอร์โมนเพศชาย ชนิดฉีด 3.กลุ่มยาบล็อกฮอร์โมนเพศชาย ชนิดเม็ด และ 4.กลุ่มยาฉีดกดฮอร์โมนส่วนกลาง ทั้งนี้ คาดว่าจะเริ่มกระจายยาได้ไม่เกิน 10 มิถุนายน ไปยังหน่วยบริการรวม 50 แห่งนั้น

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา ระบุถึงประเด็นดังกล่าวทางเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ยินดีกับ transgender ทุกคนที่ได้รับสิทธิใหม่ แต่ผมขอตั้งคำถามถึง สปสช. ในฐานะหมอและวุฒิสมาชิกครับ

รัฐประกาศเพิ่มยาฮอร์โมนข้ามเพศ 8 รายการเข้าสิทธิบัตรทอง คาดเริ่มกระจายยาได้ภายใน 3 วันนี้ (10 มิ.ย.) ใน 50 หน่วยบริการทั่วประเทศ

ผมเข้าใจในสิทธิของกลุ่มคนข้ามเพศ และไม่ได้ปฏิเสธว่าเขาเหล่านั้นไม่ควรได้รับการดูแลด้านสุขภาพ

แต่ในฐานะแพทย์ที่เห็นระบบสาธารณสุขไทยจากข้างในมานาน ขอถามตรง ๆ ว่า ตอนนี้ สปสช.มีเงินพอไหม? เรารวยขนาดนั้นเลยหรือครับ?

Advertisement

ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกำลังเผชิญปัญหาวิกฤตงบประมาณ คลินิกชุมชนอบอุ่นหลายแห่งขาดทุน และยุติการให้บริการ โรงพยาบาลชุมชนขาดยาพื้นฐาน ผู้ป่วยมะเร็งบางรายยังเข้าไม่ถึงยาที่จำเป็น ผู้ป่วยที่ต้องล้างไตยังรอคิวอยู่

สิทธิในการมีสุขภาพทีดีเป็นสิทธิของทุกคน แต่เมื่องบประมาณมีจำกัด เราต้องพูดเรื่องลำดับความสำคัญอย่างตรงไปตรงมาครับ

การข้ามเพศเป็นเรื่องส่วนตัวที่เข้าใจได้ แต่ยาฮอร์โมนข้ามเพศไม่ใช่ยาที่รักษาโรคที่คุกคามชีวิต พูดให้เข้าใจง่ายที่สุด คือ “ไม่ให้ฟรีก็ไม่ตาย”

คนอยากใช้ก็น่าจะซื้อใช้เองได้ ขณะที่เงินภาษีของคนทั้งประเทศนั้นมีไม่มากพอสำหรับทุกอย่าง

คำถามจึงไม่ใช่ว่า “ควรหรือไม่ควร” แต่คือ “ถึงเวลาแล้วหรือยัง ประเทศเรารวยขนาดนั้นแล้วหรือ? และสุดท้ายใครได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจครั้งนี้บ้าง?“

นโยบายสาธารณสุขที่ดี ต้องตอบได้ว่าสิ่งที่เลือกทำคุ้มค่ากว่าสิ่งที่ต้องสละไปจริงหรือเปล่า

หากท่านผู้กุมเงินอยู่ในมือ คือ สปสช.คิดได้แล้ว จะประกาศยกเลิกก็คงไม่มีใครคิดตำหนิ แต่ตรงข้ามน่าจะได้รับคำสรรเสริญจากคนที่มีสติปัญญาทั้งประเทศนะครับ

ท่านผู้อ่านคิดเห็นอย่างไร?