เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน นพ.ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สธ.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์กรณีเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์โครงการอาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.) หลังมีข้อกังวลเกี่ยวกับการใช้งบประมาณ ค่าตอบแทน 15,000 บาทต่อเดือน รวมถึงข้อครหาว่าอาจซ้ำซ้อนกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Care Giver:CG) โครงการดังกล่าวเป็นนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา และมีการเสนอของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 เพื่อดำเนินการ ไม่ได้ใช้งบประมาณจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ตามที่มีการกล่าวอ้าง
“เป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี ไม่ใช่งบ สปสช. การนำไปเชื่อมโยงว่าเอาเงินจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมาใช้ถือเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน” นพ.ภูวเดช กล่าว
นพ.ภูวเดช กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2570 มีการเสนอของบประมาณสำหรับโครงการดังกล่าวประมาณ 1,300 ล้านบาท แบ่งเป็นงบพัฒนาศักยภาพและฝึกอบรมบุคลากร รวมถึงค่าตอบแทนผู้ปฏิบัติงาน โดยระยะแรกคาดว่าจะมี อสพ.ประมาณ 8,000-10,000 คนทั่วประเทศ
เมื่อถามถึงข้อกล่าวหาว่าเป็นการตัดงบประมาณจากภาคส่วนอื่นมาดำเนินโครงการ นพ.ภูวเดช กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายชะลอโครงการก่อสร้างบางประเภทที่ยังไม่มีความจำเป็น โดยเฉพาะอาคารสำนักงาน เพื่อนำงบประมาณไปใช้ในด้านสวัสดิการประชาชนและการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่การตัดงบด้านบริการสุขภาพเพื่อนำมาทำโครงการ อสพ.
ส่วนกรณีที่มีการตั้งคำถามว่าเหตุใด อสพ.จึงได้รับค่าตอบแทน 15,000 บาทต่อเดือน ทั้งที่บุคลากรสาธารณสุขบางกลุ่มได้รับค่าตอบแทนน้อยกว่า นพ.ภูวเดช กล่าวว่า อัตราดังกล่าวคำนวณจากฐานรายได้ของผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ซึ่งเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของผู้สมัคร และต้องพิจารณาจากภารกิจการทำงานในชุมชนควบคู่กันไป
สำหรับประเด็นการใช้คำว่า “อาสาพยาบาลชุมชน” ทั้งที่ไม่ได้เป็นพยาบาลวิชาชีพนั้น นพ.ภูวเดช กล่าวว่า คำว่า “พยาบาล” ในที่นี้หมายถึงการดูแลหรือบริบาลประชาชนในชุมชน ไม่ได้หมายถึงผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาล
“กลุ่มนี้ไม่ได้เป็นพยาบาลวิชาชีพ แต่ทำหน้าที่ดูแล ประสาน และเชื่อมต่อการเข้าถึงบริการสุขภาพในชุมชน จะไม่มีการปฏิบัติงานเกินขอบเขตวิชาชีพ เช่น การฉีดยาหรือทำหัตถการทางการแพทย์” นพ.ภูวเดช กล่าว
นพ.ภูวเดช กล่าวว่า ผู้ที่จะเข้ามาเป็น อสพ.จะต้องผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการระดับพื้นที่ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนโรงพยาบาล รพ.สต. สำนักงานสาธารณสุข และภาคประชาชน ก่อนเข้าสู่การอบรมรวม 240 ชั่วโมง ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ พร้อมผ่านการประเมินก่อนเริ่มปฏิบัติงาน เป้าหมายสำคัญคือการคัดเลือกคนในพื้นที่ เพราะเป็นผู้ที่รู้จักชุมชน เข้าใจปัญหา และสามารถทำงานเชื่อมสานกับประชาชนได้ดีที่สุด โดยระยะแรกจะดำเนินการอย่างน้อย 1 คนต่อ 1 ตำบล ก่อนขยายผลสู่เป้าหมายระยะยาว คือ 1 หมู่บ้านต่อ 1 อาสาพยาบาลชุมชน
“ไม่ได้รับสมัครแล้วอบรมทุกคน แต่ต้องคัดเลือกก่อน จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการอบรมและประเมินผล หากไม่ผ่านก็จะไม่สามารถปฏิบัติงานได้” นพ.ภูวเดช กล่าว
เมื่อถามถึงข้อกังวลเรื่องความซ้ำซ้อนกับ อสม.และ CG นพ.ภูวเดช กล่าวว่า เป็นการทำหน้าที่คนละส่วน โดย CG ดูแลผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงเป็นหลัก ขณะที่ อสม.เน้นงานส่งเสริมสุขภาพและเฝ้าระวังโรค ส่วน อสพ.จะทำหน้าที่เชื่อมประสานการดูแลผู้สูงอายุ ผู้มีภาวะพึ่งพิง และกลุ่มเปราะบางในชุมชน
“ปัจจุบันเราขาดกำลังคนทำงานในชุมชน ขณะที่พยาบาลวิชาชีพก็ยังขาดแคลน การมี อสพ.จะเข้ามาช่วยเติมเต็มระบบดูแลสุขภาพระดับชุมชน รองรับสังคมสูงวัยที่กำลังเพิ่มขึ้นในอนาคต” นพ.ภูวเดช กล่าว

