เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ศัลย์วิวรรธน์ ที่ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานคณะกรรมการดูแลผู้ป่วยปลูกถ่ายไต โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล เปิดเผยว่า โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคสมองตาย โดยใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (Robotic-Assisted Surgery) นับเป็นโรงพยาบาลเอกชนแห่งแรกของประเทศไทยที่ดำเนินการผ่าตัดปลูกถ่ายไตด้วยเทคโนโลยีดังกล่าวได้สำเร็จ
ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ กล่าวว่า การปลูกถ่ายไตเป็นแนวทางรักษาที่มีประสิทธิภาพสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย เนื่องจากช่วยให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และไม่ต้องพึ่งพาการฟอกเลือดหรือล้างไตอย่างต่อเนื่อง โดยการผ่าตัดปลูกถ่ายไตเป็นหัตถการที่มีความซับซ้อน ต้องอาศัยความแม่นยำสูง จึงนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดดาวินชี่ (Da Vinci Robotic-Assisted Surgery) มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผ่าตัด โดยเฉพาะในขั้นตอนการเชื่อมต่อหลอดเลือดและท่อไต
“การผ่าตัดเคสแรกเป็นไปด้วยดี หลังผ่าตัดไตสามารถทำงานได้ตามปกติ ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องฟอกไตอีก ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพักฟื้นในโรงพยาบาล และเฝ้าระวังภาวะติดเชื้อ เนื่องจากต้องรับประทานยากดภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันการปฏิเสธอวัยวะ” ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ กล่าว
ทั้งนี้ การผ่าตัดดังกล่าวดำเนินการโดยทีมแพทย์เฉพาะทางสหสาขาวิชาชีพ ประกอบด้วย อายุรแพทย์โรคไต ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ ศัลยแพทย์หลอดเลือด และทีมบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง โดยมีการวางแผนร่วมกันเพื่อนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์มาใช้แทนการผ่าตัดเปิดหน้าท้องแบบดั้งเดิม เพื่อลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ ลดการสูญเสียเลือด และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ กล่าวว่า สำหรับจุดเด่นของหุ่นยนต์ Da Vinci คือ ระบบภาพสามมิติความละเอียดสูงที่ช่วยให้ศัลยแพทย์มองเห็นเส้นเลือดและเนื้อเยื่อขนาดเล็กได้ชัดเจน แขนกลที่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระในพื้นที่จำกัด และการผ่าตัดผ่านแผลขนาดเล็ก โดยเปิดแผลเพื่อนำไตเข้าสู่ร่างกายเพียง 6-7 เซนติเมตร เทียบกับการผ่าตัดแบบดั้งเดิมที่ต้องเปิดแผลขนาดประมาณ 15 เซนติเมตร ช่วยลดการสูญเสียเลือด ลดความเสี่ยงการติดเชื้อ และลดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด
ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ กล่าวด้วยว่า การปลูกถ่ายไตด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับและนำมาใช้ในโรงพยาบาลชั้นนำหลายแห่งทั่วโลก อย่างไรก็ตาม วิธีการรักษาดังกล่าวอาจไม่เหมาะกับผู้ป่วยทุกราย โดยแพทย์ต้องพิจารณาจากสภาพร่างกายของผู้ป่วย ความพร้อมของอวัยวะจากผู้บริจาค และปัจจัยความเสี่ยงทางการแพทย์เป็นรายบุคคล


