จุลพันธ์ ถกทวิภาคีสิงคโปร์ ถอดบทเรียน ระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ-บริหารภาษีแรงงานต่างด้าว

10.06.26 | 10:16 น.

จุลพันธ์ ถกทวิภาคีสิงคโปร์ ถอดบทเรียน ระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ-บริหารภาษีแรงงานต่างด้าว

วันนี้ (10 มิถุนายน 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 9 มิถุนายน ตามเวลาท้องถิ่นสมาพันธรัฐสวิส นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นำคณะผู้บริหารกระทรวงแรงงาน หารือทวิภาคีกับ ดร.ตัน ซี เลง (Dr. Tan See Leng) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกำลังคน สาธารณรัฐสิงคโปร์ เพื่อกระชับความร่วมมือด้านแรงงานระหว่าง 2 ประเทศ ในโอกาสเดินทางเยือนนครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส เพื่อเข้าร่วมการประชุมใหญ่ประจำปีองค์การแรงงานระหว่างประเทศ สมัยที่ 114 (International Labour Conference : ILC)

โดยมี นายสุรชาติ เทียนทอง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน น.ส.ธิดารัตน์ ยิ่งเจริญ ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายศักดินาถ สนธิศักดิ์โยธิน ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน นางสาวสดุดี กิตติสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ นางสาวชญานันทน์ ฉัตรมาศ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) คณะผู้แทนถาวรฯ ณ นครเจนีวา ร่วมหารือด้วย ณ ห้อง Bilat -4 Concordia 3 ชั้น 2 UNOG (United Nations Office at Geneva) Palais des Nations นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

นายจุลพันธ์ ได้กล่าวแสดงความขอบคุณ ดร.ตัน ซี เลง สำหรับหนังสือแสดงความยินดีในโอกาสที่ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมทั้งแสดงความชื่นชมในความเชื่อมั่นของสิงคโปร์ที่มีต่อเศรษฐกิจไทย ในฐานะที่เป็นผู้ลงทุนอันดับหนึ่งในประเทศไทยเมื่อปี 2568 นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้ระลึกถึงการฉลองครบรอบ 60 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและสิงคโปร์ในปีที่ผ่านมา และมุ่งหวังที่จะขยายความร่วมมือให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะภายใต้โครงการแลกเปลี่ยนข้าราชการพลเรือนไทย-สิงคโปร์ (CSEP)

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกำลังคนสิงคโปร์ ที่ได้ช่วยดูแลแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในสิงคโปร์จำนวนกว่า 5,000 คน รวมถึงการประสานงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับสำนักงานแรงงาน ณ สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ เป็นอย่างดี

Advertisement

สำหรับประเด็นสำคัญที่มีการหารือร่วมกันคือ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการถอดบทเรียนจากประสบการณ์ของสิงคโปร์ใน 2 เรื่องหลัก ได้แก่ 1) ระบบประกันสังคมและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Central Provident Fund: CPF) ทางประเทศไทยมีความสนใจที่จะเรียนรู้ประสบการณ์ของสิงคโปร์เกี่ยวกับการระดมเงินชดเชยและการบริหารจัดการการลงทุนของกองทุน เพื่อนำมาปรับใช้ในการพัฒนาและนวัตกรรมระบบประกันสังคมของไทยให้มีความยืดหยุ่นและก้าวทันโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะช่วยสร้างหลักประกันว่าแรงงานทุกคนจะได้รับผลประโยชน์และค่าชดเชยที่ชอบด้วยกฎหมายอย่างเหมาะสม

2) ระบบภาษีแรงงานต่างด้าว (Levy system) ฝ่ายไทยมีความสนใจเรียนรู้เกี่ยวกับระบบการจัดเก็บภาษีแรงงานต่างด้าว (Levy) ของสิงคโปร์ ในแง่ของวิธีการบริหารจัดการและระดมทุนดังกล่าวเพื่อนำกลับไปพัฒนาสภาพการทำงานรวมถึงยกระดับความเป็นอยู่ของแรงงานต่างด้าวให้ดียิ่งขึ้น“ นายจุลพันธ์ กล่าวและว่า ประเทศไทยและสาธารณรัฐสิงคโปร์ต่างมีจุดร่วมที่เหมือนกันหลายประการในฐานะสมาชิกอาเซียน ซึ่งการหารือในครั้งนี้นับเป็นนิมิตหมายอันดีในการร่วมมือกันเพื่อผลักดันการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และยกระดับสิทธิประโยชน์ของแรงงานในภูมิภาคต่อไป