สปสช. แจงแจก ‘ฮอร์โมนข้ามเพศ’ สิทธิบัตรทอง ผ่านทุกขั้นตอนแล้ว หากค้านต้องใช้ข้อมูลวิชาการ ไม่ใช่ความรู้สึก

10.06.26 | 12:34 น.
ฮอร์โมนข้ามเพศ

สปสช.แจงดราม่าแจก ‘ฮอร์โมนข้ามเพศ’ สิทธิบัตรทอง ชี้ผ่านทุกขั้นตอนแล้ว ย้ำหากค้านต้องใช้ข้อมูลวิชาการ ไม่ใช่ความรู้สึก


ฮอร์โมนข้ามเพศ – เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน นพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ให้สัมภาษณ์กรณีเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์การบรรจุบริการฮอร์โมนสำหรับบุคคลข้ามเพศเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง โดยมีผู้ตั้งคำถามว่าเป็นบริการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรค ขณะที่วัคซีนบางชนิดยังไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง ว่า เรื่องดังกล่าวผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการและอนุกรรมการหลายชุดมาแล้ว โดยมีการถกเถียงและพิจารณาในทุกมิติอย่างรอบด้าน ซึ่งเมื่อมีการบรรจุสิทธิประโยชน์ใดๆ ออกมา สังคมมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เช่นเดียวกับการให้สิทธิประโยชน์ดังกล่าว ซึ่งแต่ละฝ่ายต่างมีเหตุผลของตัวเอง แต่การนำประเด็นต่างๆ มาเปรียบเทียบกันต้องพิจารณาว่ามีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่

“เรื่องวัคซีนที่มีคนบอกว่าทำไมยังไม่ได้ ทั้งที่ให้ฮอร์โมนได้แล้วนั้น ความจริงวัคซีนบางรายการได้รับความเห็นชอบมานานแล้ว ไม่มีใครคัดค้าน เพียงแต่ยังอยู่ในกระบวนการบริหารจัดการด้านราคา เพราะต้องการต่อรองราคาให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุดภายใต้งบประมาณที่มี เพื่อให้สามารถจัดหาวัคซีนได้ครอบคลุมประชาชนมากที่สุด ดังนั้นจึงไม่ควรนำมาเป็นเหตุผลให้คนมาตีกัน” นพ.อรรถพรกล่าว

นพ.อรรถพรกล่าวว่า การบรรจุสิทธิประโยชน์ใดเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ไม่ใช่การตัดสินใจของ สปสช.เพียงลำพัง แต่ต้องผ่านกระบวนการพิจารณาหลายขั้นตอน ตั้งแต่การรับข้อเสนอจากภาคส่วนต่างๆ การประเมินทางวิชาการ การวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สุขภาพ การประเมินผลกระทบด้านงบประมาณ และการกลั่นกรองของคณะกรรมการหลายระดับ ก่อนจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

Advertisement

“สำนักงานไม่มีอำนาจจะบอกว่าอยากให้หรือไม่อยากให้สิทธิประโยชน์อะไร เพราะทั้งหมดต้องเป็นมติของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งมีองค์ประกอบจากหลายภาคส่วน และก่อนจะถึงคณะกรรมการชุดใหญ่ก็ยังมีอนุกรรมการหลายชุดช่วยกลั่นกรองอยู่แล้ว” นพ.อรรถพรกล่าว

นพ.อรรถพรกล่าวว่า กระบวนการพิจารณาสิทธิประโยชน์ใหม่ของ สปสช. เริ่มจากการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกปี ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ป่วย ภาคประชาชน หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อมีข้อเสนอเข้ามา จะมีการตรวจสอบก่อนว่าเป็นสิทธิประโยชน์ที่มีอยู่แล้วหรือไม่ อยู่ในขอบเขตอำนาจของ สปสช.หรือไม่ หากเป็นข้อเสนอที่สามารถดำเนินการได้ จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะทำงานและคณะกรรมการด้านวิชาการ เพื่อประเมินว่ามีหลักฐานทางวิชาการรองรับเพียงพอหรือไม่ มีประโยชน์ต่อประชาชนจริงหรือไม่ รวมถึงพิจารณาความคุ้มค่าของการลงทุนและความเป็นไปได้ด้านงบประมาณ

“กรณีบริการฮอร์โมนสำหรับกลุ่ม LGBTQ+ ก็ผ่านกระบวนการเหล่านี้มาแล้ว มีการถกเถียงกันอย่างมาก ทั้งในประเด็นว่าใช่โรคหรือไม่ หากให้จะเกิดประโยชน์อย่างไร หากไม่ให้จะเกิดผลกระทบอย่างไร รวมถึงพิจารณาความพร้อมด้านงบประมาณด้วย” นพ.อรรถพรกล่าว

นพ.อรรถพรกล่าวอีกว่า เมื่อสิทธิประโยชน์ดังกล่าวผ่านการพิจารณาจากทุกระดับและได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติแล้ว จึงถือเป็นสิทธิประโยชน์ของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติอย่างสมบูรณ์

เมื่อถามว่า หากเกิดกระแสคัดค้านในสังคมอย่างกว้างขวาง จะสามารถนำเรื่องกลับมาทบทวนได้หรือไม่ นพ.อรรถพรกล่าวว่า การทบทวนสามารถทำได้ หากมีข้อมูลหรือหลักฐานทางวิชาการใหม่ที่มีน้ำหนักเพียงพอ

“การถกเถียงกันเป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ต้องใช้ข้อมูลวิชาการมาพูดคุยกัน หากมีงานวิจัยใหม่ มีหลักฐานใหม่ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และชี้ให้เห็นว่ามาตรการดังกล่าวไม่เหมาะสมหรือไม่คุ้มค่า ก็สามารถนำมาพิจารณาทบทวนได้” นพ.อรรถพรกล่าว และว่า การพิจารณาสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพเปรียบเสมือนการออกแบบอาคารที่ต้องผ่านการคำนวณอย่างละเอียดจากผู้เชี่ยวชาญก่อนก่อสร้าง หากมีผู้ไม่เห็นด้วย ก็จำเป็นต้องมีข้อมูลและเหตุผลมาสนับสนุน ไม่ใช่อาศัยเพียงความรู้สึกส่วนตัว

นอกจากนี้ นพ.อรรถพรกล่าวว่า งบประมาณสำหรับสิทธิประโยชน์ดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 145 ล้านบาทต่อปี โดยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดทำคำของบประมาณล่วงหน้า ซึ่ง สปสช.จะใช้ข้อมูลการให้บริการจริงมาวิเคราะห์แนวโน้มการใช้บริการและคำนวณงบประมาณเสนอไปยังสำนักงบประมาณ คณะรัฐมนตรี และรัฐสภาตามลำดับ อย่างไรก็ตาม แม้งบประมาณดังกล่าวอาจถูกมองว่าไม่สูงมากเมื่อเทียบกับงบประมาณด้านสุขภาพทั้งระบบ แต่ สปสช.ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าของทุกบาททุกสตางค์

“สำหรับ สปสช. งบประมาณจะ 10 ล้านบาท หรือ 100 ล้านบาท ไม่ใช่เรื่องเล็ก สิ่งที่เราดูคือความคุ้มค่าของการลงทุน หรือผลตอบแทนที่ประเทศและประชาชนจะได้รับ เพราะทุกบาททุกสตางค์เป็นเงินภาษีของประชาชน” นพ.อรรถพรกล่าว