‘พัฒนา’ เปิดเวทีระดับชาติ AMR ขับเคลื่อนแผน 10 ปี ลดวิกฤตเชื้อดื้อยาในคน-สัตว์

11.06.26 | 17:27 น.

‘พัฒนา’ เปิดเวทีระดับชาติ AMR ขับเคลื่อนแผน 10 ปี ลดวิกฤตเชื้อดื้อยาในคน-สัตว์

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ที่โรงแรมรามา การ์เด้นส์ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาระดับชาติ เรื่อง การดื้อยาต้านจุลชีพ ครั้งที่ 5 ภายใต้หัวข้อ “One Health, One Future: Act now on AMR”

โดยมี นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข, น.สพ.อภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, น.ส.ปรีญาพร สุวรรณเกษ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, Dr.Ailan Li ผู้แทนองค์กรอนามัยโลกประจำประเทศไทย, นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เข้าร่วมงานดังกล่าว

นายพัฒนา กล่าวว่า นับเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อร่วมกันรับมือ หนึ่งในความท้าทายด้านสาธารณสุขที่สำคัญที่สุดของโลกในปัจจุบัน คือปัญหา ‘การดื้อยาต้านจุลชีพ’ หรือว่า AMR ปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ จัดเป็นภัยเงียบที่อาจมองไม่เห็น แต่ผลกระทบได้เกิดขึ้นจริง ในชีวิตประจำวันของประชาชนทุกคน มีผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับภาวะดื้อยามากกว่า 1.27 ล้านคนต่อปี และหากไม่มีมาตรการรับมือที่มีประสิทธิภาพ อาจจะมีผู้เสียชีวิตสะสมในอีก 25 ปีต่อมา กว่า 39 ล้านคน

ด้วยเหตุนี้ ในเวทีสมัชชาสหประชาชาติประจำประจำปี 2567 จึงได้กำหนดเป้าหมายในระดับโลก เพื่อลดการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการดื้อยาต้านจุลชีพ (AMR) ให้ได้ร้อยละ 10 ภายในปี 2573 และเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ได้เข้าร่วมการประชุมสมัชชาอนามัยโลกที่เจนีวา ซึ่งประเทศสมาชิกได้ให้การรับรอง Global Action Plan on Antimicrobial Resistance 2026-2036 ซึ่งเป็นกรอบการดำเนินการที่สำคัญของโลกในทศวรรษใหม่ในการแก้ปัญหาให้ได้อย่างยั่งยืนและต่อเนื่อง

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า มีความวิตกกังวลเรื่องนี้มากแค่ไหน และเห็นบอกว่าจะต้องทำแผนที่จะแก้ปัญหาเรื่องเชื้อดื้อยาอย่างไรบ้าง นายพัฒนา กล่าวว่า เป็นแผน 10 ปี โดยปกติ คือ ปีนี้เป็นปีที่เราต้องทำแผนสำหรับ 2026-2036 เราก็ใช้กรอบแนวคิดการ ปฏิบัติ คือ วันเฮลท์ (One Health) ประกอบด้วย คน สัตว์ อาหาร และสิ่งแวดล้อม องค์การหลักในระดับโลก ที่มีส่วนร่วมกันคือ WHO OIE FAO และ UNEP ใน 4 มุมนี้ก็ต้องบอกว่าประเทศไทย สามารถทำได้ดีในระดับโลก

Advertisement

“แต่อย่างที่ยืนยันในทุกครั้งว่า การพัฒนาการปรับปรุงยังคงมีอีกต่อไป และประเทศไทยก็พร้อมที่จะปรับปรุงแล้วก็พัฒนาต่อเนื่อง กรอบ 10 ปีนี้จะเป็นกรอบที่เราจะฟอลโลว์ แล้วก็ดำเนินการต่อไป ซึ่งวันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่เป็นการเปิดประชุมเชิงวิชาการเพื่อที่จะมาคุยกันว่าสามารถทำอะไรได้เพิ่มเติมบ้าง หรือว่าที่ผ่านมาไม่ได้เน้นย้ำในส่วนตรงไหน หรือถึงเวลาหรือยังที่จะต้องเน้นย้ำเพิ่มเติม” นายพัฒนา กล่าว

นายพัฒนา กล่าวว่า พูดง่ายๆ คือเวลาใช้ยา เช่น ยาปฏิชีวนะ ยาต้านไวรัสต่างๆ หรือว่ามีการใช้ยาที่อาจจะไม่ใช่คำแนะนำของทางแพทย์ให้ใช้ ก็จะทำให้เกิดการดื้อยา เหมือนตำรวจจับผู้ร้าย เมื่อร่างกายได้รับเชื้อ ได้รับยาเข้าไปเรื่อยๆ เชื้อโรคก็มีการปรับตัว แล้วก็จะทำให้ดื้อยาทำให้ยามีประสิทธิภาพน้อยลง หลังจากนั้นเชื้อโรคกับยา ใครจะถูกพัฒนาได้เร็วกว่ากัน ก็เป็นการแข่งขันกัน ซึ่งเรามีความเสี่ยงที่จะพัฒนายาได้เร็ว ไม่ค่อยทันกับการปรับตัวการเปลี่ยนแปลงของเชื้อโรคต่างๆ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ควรจะต้องทำ คือ ไม่ใช้ยาเกินกว่าความจำเป็น เพื่อไม่ให้เชื้อโรคมันดื้อยา และพัฒนาผลิตยาไม่ทัน ซึ่งไม่ใช่แค่มนุษย์ทานเข้าไป แต่เป็นทั้งยาที่ฉีดเข้าไปในสัตว์ ของเสียที่ออกมา ระบบบำบัด ระบบการปล่อยของเสียสู่สิ่งแวดล้อม การรีไซเคิลต่างๆ ก็จะต้องมองเป็นภาพองค์รวม นั่นหมายความว่าเราจึงต้องใช้กรอบความร่วมมือกรอบการทำงานของ วันเฮลท์

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า มองว่าอุปสรรคอะไรที่ที่เป็นหนักหนักในการขับเคลื่อนเรื่องการป้องกันเชื้อดื้อยานะครับ ของประเทศไทยที่ยังก้าวข้ามปัญหานี้ไม่ได้ นายพัฒนา กล่าวว่า ในเรื่องของอุปสรรค คงต้องบอกว่าเรามีความไม่ค่อยทันเหตุการณ์ แต่เป็นเรื่องของระดับโลกด้วย ที่ยาอาจจะพัฒนาได้ไม่เร็ว เท่ากับการเปลี่ยนแปลงของเชื้อโรค และพฤติกรรมของคน ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดา หรือฟาร์มมิ่ง หากใช้ยาในลักษณะนี้อย่างมากเกินไป ก็จะทำให้เป็นตัวเร่ง ให้เชื้อโรคพัฒนาได้เร็วขึ้น และอาจจะลามไปจนถึงระบบการ ปล่อยของเสียต่างๆ ลงสู่สิ่งแวดล้อมด้วย

ด้าน นพ.เอกชัย กล่าวว่า ปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ ยังคงเป็นภาระสำคัญของระบบสุขภาพไทย โดยเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยมากกว่า 38,000 รายต่อปี และก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจกว่า 40,000 ล้านบาทต่อปี กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน จึงได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องตามแนวทาง สุขภาพหนึ่งเดียว (One Health Approach) ซึ่งครอบคลุม มิติสุขภาพคน สัตว์ อาหาร และสิ่งแวดล้อม

“ส่งผลให้การติดเชื้อดื้อยาในกระแสเลือดลดลงร้อยละ 11 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตามการสร้างความตระหนักรู้และการส่งเสริมการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างสมเหตุผลยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน” นพ.เอกชัย กล่าว