เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ที่ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินทางการแพทย์ (EOC) กระทรวงสาธารณสุข นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดการประชุมรับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำหรับการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับองค์การอนามัยโลก ฉบับที่ 6 พ.ศ.2570 – 2574 (Thailand-WHO Country Cooperation Strategy: CCS) โดยมี ดร.อายหลัน หลี (Ailan Li) ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรระหว่างประเทศ สถาบันวิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคีการพัฒนา เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อความท้าทายและโอกาสด้านสุขภาพในอนาคต
นพ.สมฤกษ์กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ CCS เป็นเอกสารสำคัญที่เป็นแนวทางการดำเนินงานร่วมกันเพื่อยกระดับสุขภาพในประเทศไทย ที่ผ่านมามียุทธศาสตร์ CCS มาแล้ว 5 ฉบับ ซึ่งฉบับปัจจุบันกำลังจะสิ้นสุดลงในปลายปีนี้ โดยการประชุมในครั้งนี้เป็นการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนและการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อนำมาพัฒนายุทธศาสตร์ CCS ฉบับใหม่ กำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและองค์การอนามัยโลกในอีก 5 ปีข้างหน้า ให้สอดคล้องกับสถานการณ์สุขภาพในปัจจุบันและอนาคต รวมถึงปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาพที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเศรษฐกิจ ประชากรสูงวัย การเปลี่ยนผ่านสู่สุขภาพดิจิทัล ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงด้านสุขภาพ การเตรียมพร้อมรับมือโรคอุบัติใหม่ และการลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ ตลอดจนทิศทางนโยบายของประเทศไทยและกระทรวงสาธารณสุข เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) กรอบความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (UNSDCF) และแผนงานองค์การอนามัยโลก ฉบับที่ 14 (GPW14)
นพ.สมฤกษ์กล่าวต่อว่า ที่ประชุมได้ร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์สุขภาพและภาระโรคต่างๆ พร้อมลำดับประเด็นหลักที่ไทยและ WHO ต้องเน้นหนัก โดยพิจารณาจากความสำคัญเร่งด่วน, ความสอดคล้องกับเป้าหมายของ WHO, ความคุ้มค่าหรือความได้เปรียบที่ WHO จะช่วยได้ และความเป็นไปได้ในการปฏิบัติจริง โดยร่างยุทธศาสตร์เบื้องต้นจะมุ่งเน้น 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ 1.การส่งเสริมความเป็นผู้นำของไทย โดยจะผลักดันไทยเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการแก้ไขปัญหาด้านสาธารณสุขระดับโลก 2.การยกระดับสุขภาพและความเท่าเทียม มุ่งเน้นการป้องกันและจัดการปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) สุขภาพจิต และการดูแลสังคมสูงวัยแบบพหุภาคี 3.การพัฒนาระบบสุขภาพดิจิทัล โดยนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาใช้ยกระดับบริการสุขภาพปฐมภูมิ เพื่อความเท่าเทียมและยั่งยืนทางการคลัง และ 4.ความมั่นคงทางสุขภาพ โดยเสริมสร้างการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ โรคอุบัติใหม่ การดื้อยาต้านจุลชีพ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยแนวทาง “สุขภาพหนึ่งเดียว” (One Health) พร้อมใช้กระบวนการมีส่วนร่วมผ่านการระดมสมอง และวิธี “World Café” แบ่งกลุ่มผู้เข้าร่วมตามความเชี่ยวชาญ ได้แก่ Global Health Leadership, Population Health & Equity, Health Systems & Digital และ Health Security & Climate เพื่อให้ได้ข้อเสนอแนะที่ชัดเจน ปฏิบัติได้จริง และมีตัวชี้วัดที่วัดผลได้

“แม้ไทยจะประสบความสำเร็จด้านหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่ยังมีประเด็นที่ต้องเร่งจัดการ ทั้งโรค NCDs ที่เป็นภาระโรคหลัก ปัญหาสุขภาพจิตที่เพิ่มสูงขึ้น สังคมสูงวัยที่เพิ่มรวดเร็วและอัตราการเกิดที่ต่ำ ความเสี่ยงจากมลพิษทางอากาศ PM2.5 และภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ส่งผลต่อสุขภาพ ซึ่งข้อมูลที่ได้ทั้งหมดจะนำไปรวบรวมและวิเคราะห์เพื่อร่างยุทธศาสตร์ CCS ฉบับสมบูรณ์ คาดว่าจะผ่านการอนุมัติและเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปี 2570 โดยรูปแบบยุทธศาสตร์เน้นความเป็นเจ้าของร่วมกัน เปลี่ยนจากการขอเงินสนับสนุนไปสู่การเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไทยกำลังยกระดับจากผู้รับความช่วยเหลือ ไปสู่การเป็นหุ้นส่วนและผู้นำด้านสาธารณสุขในเวทีโลก โดยมี WHO ทำหน้าที่สนับสนุนในเชิงวิชาการและมาตรฐานสากล” นพ.สมฤกษ์กล่าว


