ส่งลูก ‘เรียนหมอ’ เมืองนอกไม่ใช่ทางลัด! เลขาฯแพทยสภาเตือน 5 เรื่องต้องรู้ก่อนตัดสินใจ เชื่อเอเยนซีเสี่ยงสอบใบอนุญาตไม่ได้

13.06.26 | 10:57 น.

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เรื่อง “ฝากถึงผู้ปกครองและครอบครัว : ก่อนส่งลูกหลานไปเรียนแพทย์ต่างประเทศ” โดยระบุว่า ช่วงที่ผ่านมาเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามในโลกออนไลน์เกี่ยวกับนักศึกษาแพทย์ที่สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศบางส่วน ซึ่งประสบปัญหาในการสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมในประเทศไทย จึงต้องการชี้แจงข้อเท็จจริงและให้ข้อมูลแก่ผู้ปกครองเพื่อประกอบการตัดสินใจ

นพ.อิทธพรกล่าวว่า แพทยสภามีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 ในการรับรองสถาบันผลิตแพทย์ทั้งในและต่างประเทศ โดยเป็นการรับรองรายสถาบัน ไม่ใช่รายหลักสูตรหรือรายบุคคล และมีการทบทวนต่ออายุการรับรองเป็นระยะ หากสถาบันใดไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน อาจไม่ได้รับการต่ออายุหรือถูกถอนการรับรองได้เช่นกัน

ทั้งนี้ กระบวนการรับรองของแพทยสภามีความเข้มข้น โดยต้องส่งคณะผู้ประเมินไปตรวจเยี่ยมสถาบัน ประเมินคุณภาพอาจารย์ หลักสูตร สิ่งแวดล้อมการเรียน และมาตรฐานการฝึกปฏิบัติทางคลินิก ก่อนประกาศรับรองอย่างเป็นทางการ ขณะที่สิ่งที่แพทยสภาไม่สามารถรับรองได้ คือการรับรองรายบุคคลว่านักศึกษาจะสอบผ่านเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพหรือไม่ เนื่องจากขึ้นอยู่กับความรู้ ความสามารถ และความพร้อมของผู้เรียนแต่ละคน

เลขาธิการแพทยสภาระบุว่า ปัญหาที่พบเป็นประจำคือการตัดสินใจเลือกสถาบันจากคำโฆษณาของเอเยนซี่หรือคำบอกเล่าจากบุคคลอื่น โดยไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลจากแพทยสภาโดยตรง ซึ่งมีความเสี่ยงอย่างมาก โดยเฉพาะกรณีที่นักศึกษาเลือกไปเรียนในสถาบันที่ยังไม่ได้รับการรับรองจากแพทยสภา แล้วค่อยดำเนินการขอรับรองภายหลัง เพราะอาจต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาเป็นกรณีพิเศษที่มีขั้นตอนซับซ้อน ใช้เวลานาน และอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเป็นภาระแก่ผู้เรียนและครอบครัว

นอกจากนี้ แม้สถาบันบางแห่งจะเคยได้รับการรับรองมาก่อน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการต่ออายุเสมอไป หากมีการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อคุณภาพการจัดการศึกษา เช่น คุณภาพอาจารย์ลดลง หลักสูตรไม่เป็นไปตามมาตรฐาน หรือมีการเปลี่ยนแปลงสถานะทางกฎหมาย แพทยสภาอาจไม่ต่ออายุหรือถอนการรับรองได้ โดยจะพิจารณาเป็นรายกรณีเพื่อคุ้มครองสิทธิและลดผลกระทบต่อนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่

Advertisement

นพ.อิทธพรกล่าวอีกว่า ผู้ปกครองควรระมัดระวังคำโฆษณาประเภท “กำลังอยู่ระหว่างขอรับรอง” หรือ “รับรองแน่นอน” เพราะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และควรตรวจสอบรายชื่อสถาบันที่ได้รับการรับรองจากเว็บไซต์ของแพทยสภาโดยตรงทุกครั้งก่อนตัดสินใจ

สำหรับประเด็นที่ควรพิจารณาก่อนส่งบุตรหลานไปเรียนแพทย์ต่างประเทศ ได้แก่ เรื่องภาษา เนื่องจากแม้หลักสูตรจะสอนเป็นภาษาอังกฤษ แต่การใช้ชีวิตประจำวัน การเรียนภาคคลินิก การสื่อสารกับผู้ป่วย และตำราบางส่วน อาจต้องใช้ภาษาท้องถิ่นควบคู่กัน ทำให้นักศึกษาหลายคนต้องเรียนรู้ภาษาที่สามเพิ่มเติม ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญ

ขณะเดียวกัน ผู้สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศที่ต้องการประกอบวิชาชีพเวชกรรมในประเทศไทย ยังต้องผ่านการฝึกปฏิบัติงานเพิ่มพูนทักษะในโรงพยาบาลที่กำหนด เพื่อเรียนรู้ระบบบริการสุขภาพไทย รวมถึงผ่านการประเมินและการสอบตามหลักเกณฑ์ของแพทยสภาเช่นเดียวกับผู้ขอรับใบอนุญาตทุกคน

นพ.อิทธพรยังแนะนำให้ครอบครัวสอบถามข้อมูลจากรุ่นพี่ที่กำลังศึกษาอยู่จริง เพื่อให้เข้าใจสภาพการเรียนและการใช้ชีวิตในต่างประเทศ รวมทั้งประเมินความพร้อมทางการเงินและจัดทำแผนสำรองในกรณีที่การเรียนไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากการศึกษาแพทยศาสตร์เป็นหลักสูตรที่มีความยากและใช้เวลานาน

“หัวใจสำคัญที่สุดคือความต้องการของตัวเด็กเอง เพราะวิชาชีพแพทย์ต้องอาศัยความมุ่งมั่น ความรับผิดชอบ และความเสียสละ เด็กที่เลือกเรียนตามความฝันของตนเอง มักมีพลังในการก้าวผ่านอุปสรรคได้ดีกว่าเด็กที่เรียนเพื่อตอบสนองความคาดหวังของผู้อื่น” นพ.อิทธพรกล่าว

พร้อมย้ำว่า ปัจจุบันมีแพทย์ไทยจำนวนไม่น้อยที่สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศและกลับมาประกอบวิชาชีพได้อย่างมีคุณภาพ เป็นกำลังสำคัญของระบบสาธารณสุขไทย ดังนั้น ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับประเทศที่ไปศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการเลือกสถาบันที่มีมาตรฐาน ความตั้งใจของผู้เรียน การสนับสนุนจากครอบครัว และการเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน โดยฝากข้อคิดว่า “ความฝันที่ดีที่สุด คือความฝันที่ลูกฝัน ไม่ใช่ความฝันที่พ่อแม่ฝันแทน”