เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้การต้อนรับ Mr. Hitoshi KANAMORI ประธานองค์กรพัฒนาแรงงานระดับนานาชาติ ประเทศญี่ปุ่น (IM Japan) และคณะ ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและหารือข้อราชการเพื่อกระชับความร่วมมือด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการเตรียมความพร้อมการจัดส่งแรงงานไทยไปฝึกปฏิบัติงานในประเทศญี่ปุ่น โดยมี นายสุรชาติ เทียนทอง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายกฤดิกร วงศ์สว่างพานิช ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายสุรเกียรติ เทียนทอง ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน น.ส.ธิดารัตน์ ยิ่งเจริญ ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน น.ส.บุณยกร ดำรงรัตน์ ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายศักดินาถ สนธิศักดิ์โยธิน ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน ร่วมหารือด้วย
ในโอกาสนี้ Mr. Hitoshi KANAMORI ประธานองค์กรพัฒนาแรงงานระดับนานาชาติ ประเทศญี่ปุ่น (IM Japan) ได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งในกรณีที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์
นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ขอบคุณองค์กร IM Japan ที่มีบทบาทสำคัญในการเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้ไปฝึกปฏิบัติงานเทคนิคในประเทศญี่ปุ่นมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 25 ปี โดยมีคนไทยผ่านโครงการไปแล้วมากกว่า 6,000 คน ซึ่งช่วยส่งเสริมการพัฒนาทักษะฝีมือ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการแลกเปลี่ยนทางเทคนิคให้กับผู้ปฏิบัติงานชาวไทยได้เป็นอย่างดี
นายจุลพันธ์ กล่าวต่อถึงประเด็นสำคัญเพื่อขอความร่วมมือจาก IM Japan ในการพัฒนาโครงการฯ เช่น การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงโครงการ โดยขอให้พิจารณาปรับเกณฑ์อายุผู้สมัครจากเดิม 18-30 ปี เป็น 18-35 ปี เพื่อเพิ่มกลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้น การเปิดรับแรงงานหญิง โดยขอให้ระบุตำแหน่งงานที่เหมาะสมและหลากหลายมากขึ้น เพื่อรองรับแรงงานเพศหญิง เนื่องจากที่ผ่านมาตำแหน่งงานส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมหนักและก่อสร้าง การลดภาระค่าใช้จ่าย โดยขอให้พิจารณาลดค่าใช้จ่ายที่ผู้ฝึกปฏิบัติงานต้องรับผิดชอบในประเทศญี่ปุ่น เพื่อจูงใจให้ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการ การปรับปรุงหลักสูตรฝึกอบรม โดยเสนอให้ปรับปรุงหลักสูตรภาษาญี่ปุ่นก่อนเดินทางให้มีความยืดหยุ่น ลดความกดดันของผู้เรียน และเพิ่มโอกาสในการสอบซ่อม เพื่อให้ผู้เข้าอบรมสามารถปรับตัวและพร้อมไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นได้ดียิ่งขึ้น
“กระทรวงแรงงานมุ่งหวังที่จะยกระดับความร่วมมือกับ IM Japan ให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน เพื่อให้แรงงานไทยที่ผ่านโครงการนี้ได้รับทั้งทักษะฝีมือ ภาษา และประสบการณ์ทำงานในระดับสากล ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและรองรับการลงทุนจากญี่ปุ่นในประเทศไทยต่อไป” นายจุลพันธ์ กล่าว
สำหรับการหารือในครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้เน้นย้ำถึงการเตรียมความพร้อมรองรับ ระบบการจ้างงานเพื่อการพัฒนาทักษะ (Employment for Skill Development: ESD) ซึ่งเป็นนโยบายใหม่ของรัฐบาลญี่ปุ่นที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 เมษายน 2570 เพื่อทดแทนระบบผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคเดิม โดยกระทรวงแรงงานได้แสดงความพร้อมในการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ IM Japan เพื่อให้การจัดส่งแรงงานเป็นไปอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกับกฎหมายฉบับใหม่


