เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ที่โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาร่วมภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อการขยายตลาดแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ พร้อมมอบนโยบายการยกระดับทักษะฝีมือแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก โดยมี พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงแรงงานเข้าร่วม ว่า กระทรวงแรงงานมีนโยบายเร่งผลักดันการส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากยังมีตลาดแรงงานและโอกาสอีกจำนวนมากที่สามารถสร้างรายได้ให้แรงงานไทย รวมทั้งเปิดโอกาสให้แรงงานได้พัฒนาทักษะ ฝึกฝนประสบการณ์ และนำองค์ความรู้กลับมาพัฒนาประเทศในอนาคต
นายจุลพันธ์กล่าวว่า การขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการโดยภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชน โดยเฉพาะบริษัทจัดหางานที่เป็นผู้บุกเบิกและเปิดตลาดแรงงานใหม่ในต่างประเทศ กระทรวงแรงงานจึงมีแนวคิดปรับบทบาทจาก “ผู้กำกับดูแล” มาเป็น “พาร์ทเนอร์” ที่ร่วมทำงานกับภาคเอกชน เพื่อเพิ่มโอกาสการส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศให้มากที่สุด และเกิดประโยชน์ทั้งต่อแรงงานและประเทศ
“สิ่งที่เราให้ความสำคัญไม่ใช่เพียงการได้งาน แต่รวมถึงการพัฒนาทักษะ การอัพสกิล รีสกิล โครงการเรียนจบมีงานทำ ตลอดจนการดูแลสวัสดิภาพและสวัสดิการของแรงงานไทยในต่างประเทศ” นายจุลพันธ์ กล่าว
เมื่อถามถึงสถานการณ์การส่งแรงงานไทยไปทำงานในอิสราเอล หลังเกิดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังสามารถส่งแรงงานไปทำงานได้ตามปกติ โดยมีการชี้แจงข้อมูลความเสี่ยงให้แรงงานรับทราบก่อนตัดสินใจเดินทาง ขณะที่แรงงานไทยในประเทศอื่นของภูมิภาค เช่น อิหร่าน มีจำนวนไม่มากนักเมื่อเทียบกับแรงงานไทยในอิสราเอลที่มีอยู่ราว 60,000-70,000 คน
สำหรับการเปิดตลาดแรงงานใหม่ที่ต้องการแรงงานทักษะสูง นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีการขยายตลาดไปสู่กลุ่มแรงงานฝีมือและแรงงานทักษะเฉพาะมากขึ้น เช่น ช่างเชื่อม แรงงานในอุตสาหกรรมต่อเรือ และแรงงานบนเรือสำราญ โดยเป็นความร่วมมือระหว่างกรมพัฒนาฝีมือแรงงานกับภาคเอกชน รวมถึงบริษัทระดับโลกที่เข้ามาร่วมฝึกอบรมแรงงานไทยก่อนส่งไปทำงานในต่างประเทศ
ส่วนกรณีหลายประเทศกำหนดเพดานอายุแรงงานต่างชาติ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ในการหารือกับประเทศคู่ค้าด้านแรงงานหลายแห่ง ได้เสนอให้พิจารณาขยายอายุแรงงานจากเดิมที่บางประเทศกำหนดไม่เกิน 30 ปี เนื่องจากแรงงานช่วงอายุ 35-40 ปี ถือเป็นช่วงที่มีศักยภาพ ความรู้ และประสบการณ์พร้อมต่อการทำงานมากที่สุด
นายจุลพันธ์ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันแรงงานไทยในต่างประเทศส่งเงินกลับประเทศปีละกว่า 200,000 ล้านบาท โดยมีแรงงานไทยทำงานอยู่ต่างประเทศประมาณ 230,000 คน ซึ่งการส่งแรงงานไปทำงานต่างประเทศไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพิ่มรายได้ แต่ยังเป็นการพัฒนาทักษะ ภาษา และองค์ความรู้ใหม่ ๆ ก่อนกลับมาช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในอนาคต
เมื่อถามถึงข้อกังวลว่าการส่งแรงงานฝีมือไปต่างประเทศอาจทำให้ประเทศไทยขาดแคลนแรงงาน นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ปัญหาสำคัญอยู่ที่การจับคู่ระหว่างแรงงานกับตำแหน่งงาน หรือ Job Matching มากกว่าจำนวนแรงงาน โดยกระทรวงแรงงานมีภารกิจในการอัปสกิลและรีสกิลแรงงานให้ตรงกับความต้องการของตลาด ขณะเดียวกันการเคลื่อนย้ายแรงงานเป็นกลไกปกติของตลาดแรงงานโลกที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
“แรงงานบางส่วนอาจเลือกอยู่ต่างประเทศระยะยาว แต่หลายคนก็กลับมาพร้อมทักษะและประสบการณ์ใหม่ ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประเทศ เราต้องยอมรับว่าการเคลื่อนย้ายแรงงานเป็นสิทธิและเป็นทางเลือกของประชาชน” นายจุลพันธ์ กล่าว
เมื่อถามถึงแนวคิดการจัดทำฐานข้อมูลทักษะแรงงานไทยทั้งระบบ (Skill Database) ตามที่ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ประกาศไว้เมื่อวันแรงงาน 1 พฤษภาคม นายจุลพันธ์ กล่าวว่า กระทรวงแรงงานอยู่ระหว่างหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำข้อมูลจากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของกระทรวงและสำนักงานประกันสังคมมาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อให้ทราบว่าแรงงานไทยมีทักษะด้านใด อยู่ในพื้นที่ใด และมีจำนวนเท่าใด ซึ่งจะช่วยให้การวางแผนพัฒนากำลังคนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและออกแบบระบบ โดยมีแนวคิดนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและแปลงฐานข้อมูลขนาดใหญ่ให้เป็นองค์ความรู้สำหรับการกำหนดนโยบายด้านแรงงานในอนาคต



