เลขา สปสช. แจงเพิ่มบริการฮอร์โมนข้ามเพศในสิทธิบัตรทอง ชี้เป็นการรักษา ไม่ใช่ความสวยงาม

18.06.26 | 16:03 น.

เลขา สปสช. แจงเพิ่มบริการฮอร์โมนคนข้ามเพศในสิทธิบัตรทอง ชี้เป็นการรักษา ไม่ใช่ความสวยงาม

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ให้สัมภาษณ์ มติชน ถึงประเด็นการบรรจุฮอร์โมนยืนยันเพศสภาพ เป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และอยู่ภายใต้หลักการให้บริการสาธารณสุขที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิตของประชาชนในระบบหลักประกันสุขภาพ การพิจารณาว่าบริการใด ‘ควรได้’ หรือ ‘ไม่ควรได้’ จะมีประกาศและหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน โดยหลักการพื้นฐาน คือ การให้บริการรักษาพยาบาลทุกอย่างจะถือว่าอยู่ในสิทธิประโยชน์ กรณีที่เข้าข่ายข้อยกเว้น โดยข้อที่สำคัญ คือ เรื่องบริการที่ไม่เป็นไปตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เช่น บริการที่ทำเพื่อเสริมความงาม หรือเสริมสวยโดยไม่มีเหตุผลทางการแพทย์รองรับ และ เรื่องการรักษาที่ยังอยู่ในระหว่างการศึกษาทดลอง เนื่องจากอาจไม่มีความปลอดภัยเพียงพอสำหรับผู้ป่วย

นพ.จเด็จ กล่าวว่า พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 กำหนดให้บุคคลทุกคนมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ โดยคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีอำนาจกำหนดประเภทและขอบเขตบริการที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิต ซึ่งบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพได้รับการพิจารณาภายใต้หลักเกณฑ์ดังกล่าว ไม่ใช่การให้บริการเพื่อความสวยงามหรือความต้องการส่วนบุคคล

“ระบบบัตรทองไม่สนับสนุนการรักษาที่เป็นไปเพื่อความสวยงามโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ แต่บริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพเป็นบริการทางการแพทย์ที่มีข้อบ่งชี้ชัดเจน มีแนวทางกำกับดูแลตามมาตรฐานวิชาชีพ และมีเป้าหมายเพื่อป้องกันอันตรายจากการใช้ฮอร์โมนด้วยตนเองอย่างไม่ถูกต้อง” นพ.จเด็จกล่าว

นพ.จเด็จ กล่าวต่อว่า การใช้ฮอร์โมนเพื่อเปลี่ยนเพศสภาพเดิมถูกจัดอยู่ในกลุ่ม ‘ข้อยกเว้น’ เพราะถูกมองว่าเป็นการเสริมความงามหรือทำเพื่อความพึงพอใจส่วนตัว ซึ่งกระแสการเรียกร้อง มีมาตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา กลุ่ม LGBTQ+ ได้มีการเรียกร้องให้นำประเด็นนี้เข้าสู่การพิจารณา เนื่องจากมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนและความเป็นอยู่ ซึ่งการใช้ยาฮอร์โมนในลักษณะดังกล่าวอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น ลิ่มเลือดอุดตัน หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) หากใช้อย่างไม่ถูกวิธีหรือขาดการควบคุมโดยแพทย์

“คณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเน้นเรื่องความปลอดภัย เป็นสำคัญ หากจะมีการนำเข้าสู่ระบบต้องมีการกำหนดมาตรฐานการดูแล เพื่อป้องกันผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพของผู้ใช้สิทธิ ซึ่งกระบวนการพิจารณาสิทธิประโยชน์ดังกล่าวใช้เวลาศึกษาและพัฒนากว่า 4 ปี 7 เดือน ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องและการประเมินความคุ้มค่าทางสุขภาพ ก่อนที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจะมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2567 พร้อมเตรียมงบประมาณรองรับในปีงบประมาณ 2568 และประสานความพร้อมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” นพ.จเด็จ กล่าว

Advertisement

นพ.จเด็จ กล่าวว่า ประเทศไทยมีบุคคลข้ามเพศและผู้มีความหลากหลายทางเพศกว่า 300,000 คน แต่ในระยะแรกของการดำเนินงานคาดว่าจะมีผู้เข้ารับบริการตามเกณฑ์ประมาณ 20,000 คน โดยผู้มีสิทธิจะต้องผ่านการประเมินและได้รับบริการตามข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมวิชาชีพเวชกรรมเกี่ยวกับการบริบาลสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศสภาพ

“เรื่องนี้ไม่ใช่การเพิ่มสิทธิพิเศษให้กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นการทำให้ประชาชนที่มีความจำเป็นทางสุขภาพเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีมาตรฐานและปลอดภัย ภายใต้หลักการความเสมอภาคของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” นพ.จเด็จ กล่าว

นพ.จเด็จ กล่าวว่า สำหรับการที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ ว่าควรนำงบประมาณไปทำเรื่องอื่นก่อน การมองในแง่การบริหารรัฐกิจนั้นมีความซับซ้อนกว่าการดูเพียงตัวเลขงบประมาณ ระบบหลักประกันสุขภาพมีงบประมาณจำกัด แต่เป้าหมายคือการดูแลประชาชนทุกคนให้ครอบคลุมที่สุด การตัดสินใจเชิงนโยบายต้องคำนึงถึงหลายปัจจัย เช่น โรคที่ผู้ป่วยกำลังจะเสียชีวิต โรคที่รักษาแล้วหายขาด หรือโรคที่เป็นภาระเรื้อรัง ซึ่งการใช้งบประมาณในบางเรื่องอาจถูกจำกัดไว้เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับคนหมู่มาก การเป็นระบบการดูแลทุกคนด้วยมาตรฐานเดียวกัน หรือ Universal Health care ไม่ว่าผู้ป่วยจะมีพื้นฐานหรือความต้องการที่แตกต่างกันอย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งที่คณะกรรมการต้องรักษาสมดุลไว้เสมอ

“สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่เรื่องงบประมาณ แต่เป็นเรื่องของความปลอดภัยของผู้ป่วย การใช้ยาฮอร์โมนอย่างไม่เหมาะสม อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและอาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้ เรามีกลไกตรวจสอบโดยคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ ที่พิจารณาครอบคลุมทั้งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ สังคมศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ เพื่อให้มั่นใจว่าการเบิกจ่ายและบริการนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้ป่วยอย่างแท้จริง สปสช. ไม่ได้ปฏิเสธการให้สิทธิ แต่หากเป็นการดำเนินการที่อยู่นอกเหนือข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เช่น เพื่อความสวยงามหรือเหตุผลส่วนตัว จะถือว่าไม่อยู่ในเงื่อนไขที่ระบบจะรับผิดชอบได้” นพ.จเด็จ กล่าว

ในกรณีที่มีข้อเรียกร้องจากกลุ่มต่างๆ นพ.จเด็จ ยืนยันว่าไม่ได้ละเลย แต่การพิจารณาจะต้องเป็นไปตามขั้นตอนของคณะกรรมการฯ โดยหากมีข้อเสนอเรื่องสิทธิใหม่ๆ เข้ามา ก็จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาว่ามีความจำเป็นทางการแพทย์อย่างไร และมีความคุ้มค่าเชิงนโยบายหรือไม่

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์เกี่ยวกับการใช้งบประมาณที่นำมาใช้กับสิทธินี้นั้น นพ.จเด็จ กล่าวว่าเป็นเรื่องดีที่สังคมตื่นตัว แต่ต้องแยกแยะระหว่าง ‘การรักษาที่จำเป็น’ กับ ‘ความต้องการส่วนตัว’ ออกจากกัน ซึ่งงบประมาณบัตรทองมีจำกัด การใช้เงินต้องมุ่งเน้นไปที่โรคที่ทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตหรือทุพพลภาพก่อนเป็นอันดับแรก และไม่สนับสนุนการนำเรื่องงบประมาณมาใช้เป็นประเด็นสร้างความขัดแย้ง โดยมองข้ามหลักความปลอดภัยและมาตรฐานทางการแพทย์

“เราพร้อมดูแลทุกคนอย่างเท่าเทียมตามกรอบของกฎหมายและหลักการแพทย์ แต่เราก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อการใช้ภาษีประชาชนด้วยการคัดกรองสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดและปลอดภัยที่สุดให้แก่ผู้ป่วย ซึ่งปัจจุบันมีการนำระบบคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญเข้ามาพิจารณานโยบายอย่างรอบด้าน เพื่อป้องกันผลกระทบระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นกับการใช้งบประมาณของประเทศ และรักษามาตรฐานความเชื่อมั่นในระบบสาธารณสุขไทย” นพ.จเด็จ กล่าว