‘จุลพันธ์’ ไม่ห่วงปม ‘อรรถยุทธ’ โหวตสวน กม.คุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มกลางที่ประชุม ILO
เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ที่กระทรวงแรงงาน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นที่มีการเปิดชื่อผู้แทนฝ่ายนายจ้างไทยหนึ่งเดียว ที่ลงคะแนนค้านการรับรองอนุสัญญาว่าด้วยงานที่มีคุณค่าในเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม ว่า ส่วนนี้ไม่ได้ส่งผลต่อจุดยืนของรัฐบาลแต่อย่างใด อย่างแรกเลยกระบวนการของ ILO ทุกคนมีอิสระในเรื่องของการตัดสินใจจะไปบอกว่ามันเป็นลักษณะของ 3 ฝ่าย การประชุม ILO จะต่างจากการประชุมของนานาชาติอื่นๆ จะเป็นลักษณะของไตรภาคีอยู่ในทุกมิติ ทั้งเรื่องของการนำเสนอ ทั้งเรื่องของการลงมติ เพราะฉะนั้น แต่ละประเทศก็จะมี 3 ส่วน คือส่วนรัฐบาล ส่วนของลูกจ้าง และส่วนของนายจ้าง ซึ่งทุกฝ่ายมีอิสระแล้วก็มีการตัดสินใจเป็นของตน นี่ก็แสดงถึงความเป็นอิสระของประเทศไทย
“ส่วนการตัดสินใจที่เกิดขึ้น แจ้งตามตรงว่ายังไม่ได้คุยกัน และคงไม่ไปก้าวก่าย เพราะแต่ละส่วนมีสิทธิในการที่จะพิจารณาของตน แต่ในส่วนของรัฐบาลไทย ให้การสนับสนุนในเรื่องของอนุสัญญา ด้านแรงงานแพลตฟอร์มที่เกิดขึ้น ซึ่งเราก็ลงมติเห็นชอบ ผมกลับมาก็ดูแล้วว่าตัวอนุสัญญานี้ไม่มีอะไรที่ขัดต่อหลักการและความคิดของประเทศไทย ผมเองก็มีนโยบายในการที่จะนำเอาแรงงานแพลตฟอร์มเข้าสู่ระบบประกันสังคมตามที่อนุสัญญานี้ได้กำหนดอยู่แล้ว” นายจุลพันธ์กล่าว
นายจุลพันธ์กล่าวว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ คือ ทางกระทรวงเองก็จะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมา ดูเรื่องอนุสัญญาฉบับนี้โดยเฉพาะ เพื่อที่จะเร่งรัดการปรับปรุงแก้ไขตัวอนุสัญญา การเข้าสู่อนุสัญญาของรัฐบาลไทย ต่ออนุสัญญานี้ของ ILO โดยเร็ว เราก็จะพยายามดำเนินการกฎหมายภายในประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับอนุสัญญา รวมถึงการขับเคลื่อนการเข้าสู่อนุสัญญานี้ เพราะเป็นประโยชน์ วันนี้โครงสร้างทางเศรษฐกิจมันเปลี่ยนกลายเป็นเรื่องของการค้าขายออนไลน์ เป็น e-commerce เพราะฉะนั้น เรื่องของการดูแลพี่น้องแรงงานที่อยู่ในแพลตฟอร์ม เป็นสิ่งที่เราจะละเลยไม่ได้ เราก็จะเร่งดำเนินการ
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ต่างชาติเขาจะไม่มองว่าเป็นความขัดแย้ง ระหว่างนโยบายของรัฐกับนโยบายของนายจ้างในประเทศไหม นายจุลพันธ์กล่าวว่า ไม่ เพราะเป็นเรื่องปกติด้วยซ้ำ โดยหลักคิด คือ 3 ขาของไตรภาคี โดยหลักคิดที่เกิดการก่อตั้งไตรภาคีขึ้นมา เพราะโดยปกติแล้วนายจ้างกับลูกจ้าง แนวความคิดมักจะเป็นไปในคนละทิศทางกัน ก็เป็นเรื่องปกติ แต่เราต้องเอาประโยชน์ภาพรวมเป็นหลัก กระบวนการในการทำอนุสัญญา เรื่องของข้อตกลงต่างๆ เหล่านี้ แต่ละฉบับใช้เวลาเป็นปี แล้วกระบวนการถกแถลงในช่วงท้าย อย่างการประชุมที่เจนีวาครั้งล่าสุด ประชุมกันถึงตี 2 บ้าง แมตช์สุดท้ายถึงตี 5 เพราะมันเป็นการถกกันจริงๆ ระหว่างหลายฝ่าย แน่นอนว่าฝ่ายนายจ้างมีจุดยืนแบบหนึ่ง ฝ่ายลูกจ้างมีจุดยืนแบบหนึ่ง เมื่อถกกันแล้วก็หาจุดกลางที่ทุกคนพอจะรับได้ คือตัวร่างอนุสัญญาที่ออกมา
“ซึ่งสำหรับประเทศไทยเอง สำหรับรัฐบาลไทยเอง เราดูแล้วว่าอนุสัญญานี้มีการบังคับให้เกิดสิทธิประโยชน์กับแรงงานที่เป็นแรงงานแพลตฟอร์ม เช่น ไรเดอร์ หรือแม้กระทั่งคนที่ค้าขายอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่กรอบวิธีการยังค่อนข้างกว้าง เพราะฉะนั้น มันไม่ได้ขัด หรือไม่ได้เป็นจุดที่จะทำให้ประเทศไทยเสียหายใดๆ และไม่มีอะไรที่ขัดกับสิ่งที่ทางรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยกระทรวงแรงงานมีนโยบายและเป้าประสงค์อยู่แล้ว” นายจุลพันธ์กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุม ILO สมัยที่ 114 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ระหว่างวันที่ 9-10 มิถุนายนที่ผ่านมา มีการเปิดเผยผลการลงคะแนนต่อร่างอนุสัญญาว่าด้วยงานที่มีคุณค่าในเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (Convention on Decent Work in the Platform Economy) โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบ 406 เสียง คัดค้าน 8 เสียง และงดออกเสียง 36 เสียง
ทั้งนี้ ปรากฏว่า นายอรรถยุทธ ลียะวณิช กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ในฐานะผู้แทนฝ่ายนายจ้างของประเทศไทย เป็นหนึ่งในผู้ลงคะแนนคัดค้านการรับรองอนุสัญญาดังกล่าว ซึ่งมีเป้าหมายกำหนดมาตรฐานการคุ้มครองแรงงานในระบบแพลตฟอร์ม อาทิ ผู้ขับขี่รถรับส่งอาหารและผู้ให้บริการผ่านแอพพลิเคชั่นดิจิทัล
การลงคะแนนดังกล่าวได้รับความสนใจจากเครือข่ายแรงงาน เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญการขยายตัวของแรงงานแพลตฟอร์มจำนวนมาก ขณะที่อนุสัญญาฉบับนี้ถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับสิทธิและหลักประกันทางสังคมของแรงงานในเศรษฐกิจดิจิทัลทั่วโลก



