เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ที่โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จัดประชุม “รับฟังความคิดเห็นทั่วไปจากผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ระดับประเทศ ประจำปี 2569” โดยมีนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นประธานเปิดการประชุมผ่านระบบออนไลน์ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงประชาชนเข้าร่วมรับฟังการประชุมด้วย
นายพัฒนากล่าวว่า การประชุมรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้เป็นกลไกสำคัญตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนร่วมสะท้อนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือระบบบัตรทอง 30 บาท ให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองประชาชนให้เข้าถึงบริการสาธารณสุขที่จำเป็นอย่างเท่าเทียม ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และสร้างความมั่นคงในชีวิต อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย มีผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มขึ้น รวมถึงความคาดหวังด้านคุณภาพบริการที่สูงขึ้น จึงจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป
“การพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้ตอบสนองต่อความต้องการด้านสุขภาพของประชาชนอย่างแท้จริง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ และภาคีเครือข่ายต่างๆ ข้อเสนอแนะจากเวทีรับฟังความคิดเห็นจะเป็นพลังสำคัญในการต่อยอดนโยบายและการบริหารจัดการระบบให้ดียิ่งขึ้น” นายพัฒนากล่าว
ด้าน ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร ลีลารัศมี ประธานอนุกรรมการสื่อสารสังคมและรับฟังความคิดเห็นจากผู้ให้และผู้รับบริการ สปสช. กล่าวว่า เวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการรวบรวมความคิดเห็นจากผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ และภาคีเครือข่ายที่สะท้อนเข้ามาตลอดทั้งปี เพื่อนำไปสู่การพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยในปีที่ผ่านมา สปสช.ได้รับข้อเสนอมากกว่า 700 ประเด็น โดยส่วนใหญ่ได้รับการดำเนินการหรือแก้ไขแล้ว ขณะที่ปีนี้มีข้อเสนอใหม่กว่า 500 ประเด็น ซึ่งจะนำเข้าสู่กระบวนการกลั่นกรอง พิจารณาว่าประเด็นใดดำเนินการแล้ว ประเด็นใดอยู่ระหว่างดำเนินการ และประเด็นใดควรส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
“การรับฟังความคิดเห็นเป็นกลไกสำคัญที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบสุขภาพ แต่ขณะเดียวกันประชาชนก็ควรมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพตนเองด้วย เพราะหากทุกคนมีสุขภาพดี ลดพฤติกรรมเสี่ยงและการเจ็บป่วยที่ป้องกันได้ จะช่วยให้ทรัพยากรด้านสาธารณสุขถูกนำไปใช้กับผู้ป่วยที่มีความจำเป็นมากขึ้น” นพ.อมรกล่าว
นพ.อมรกล่าวถึงสถานการณ์งบประมาณด้านสุขภาพว่า ความต้องการด้านสุขภาพของประชาชนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ทรัพยากรของประเทศมีข้อจำกัด จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการงบประมาณอย่างสมดุล โดยให้ความสำคัญกับการรักษาโรคที่มีความจำเป็น รุนแรง และเร่งด่วนก่อน พร้อมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ
“งบประมาณไม่มีทางเพียงพอต่อทุกความต้องการ แต่เราต้องทำให้เพียงพอสำหรับโรคที่จำเป็นและฉุกเฉิน ขณะเดียวกันประชาชนต้องช่วยกันลดพฤติกรรมเสี่ยง ลดการเจ็บป่วยที่ป้องกันได้ เพื่อให้ระบบสามารถดูแลผู้ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างแท้จริง” นพ.อมรกล่าว
นอกจากนี้ นพ.อมรยังเสนอให้เพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้บริหารโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในกระบวนการพิจารณานโยบายและสิทธิประโยชน์ของ สปสช. เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างผู้ซื้อบริการและผู้ให้บริการ รวมทั้งสะท้อนต้นทุนการรักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้นจากเทคโนโลยีทางการแพทย์และยารักษาโรคสมัยใหม่
ขณะที่ น.ส.กาญจนา ศรีชมภู ผู้ช่วยเลขาธิการ สปสช. รายงานผลการดำเนินงานตามข้อเสนอจากการรับฟังความคิดเห็นปี 2568 ว่า มีข้อเสนอที่ได้รับทั้งหมด 709 ประเด็น ก่อนผ่านกระบวนการกลั่นกรองเหลือ 84 ประเด็นสำคัญ โดยดำเนินการแล้วเสร็จ 53 ประเด็น อยู่ระหว่างดำเนินการ 25 ประเด็น และส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 6 ประเด็น
ด้าน พ.ท.ทพ.ธนศักดิ์ ถัมภ์บรรฑุ ผู้อำนวยการ สปสช.เขต 13 กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การรับฟังความคิดเห็นจาก 5 ภูมิภาคทั่วประเทศในปี 2569 มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,800 คน และได้รับข้อเสนอมากกว่า 500 ข้อเสนอ โดยเมื่อสังเคราะห์ความคิดเห็นทั้งหมดพบว่ามี 3 ประเด็นสำคัญที่ถูกสะท้อนตรงกันจากทุกภูมิภาค ประเด็นแรก คือ การบริหารจัดการกองทุนดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงระยะยาว (Long Term Care : LTC) โดยหลายพื้นที่สะท้อนปัญหาการโอนงบประมาณล่าช้า ส่งผลให้ผู้ดูแลผู้สูงอายุหรือ Care Giver ขาดแรงจูงใจในการทำงาน บางส่วนถอนตัวออกจากระบบ จึงมีข้อเสนอให้ปรับปรุงระบบการโอนเงินให้รวดเร็วขึ้น รวมถึงเพิ่มการสนับสนุนผู้ดูแลในระดับชุมชน ประเด็นที่ 2 คือ การยกระดับระบบบริการปฐมภูมิ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการใกล้บ้านมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลที่ยังขาดศักยภาพของหน่วยบริการระดับปฐมภูมิ ส่งผลให้ประชาชนต้องเดินทางไปรับบริการในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เกิดความแออัดและเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
พ.ท.ทพ.ธนศักดิ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้เร่งพัฒนาระบบข้อมูลสุขภาพดิจิทัล เชื่อมโยงข้อมูลการรักษาระหว่างหน่วยบริการ ลดการใช้เอกสาร และสนับสนุนนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น และประเด็นที่ 3 คือ การขยายสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน ทั้งวัคซีนสำหรับผู้ใหญ่ การเข้าถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ การดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และการสนับสนุนกลุ่มเปราะบางให้เข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียม
“แม้แต่ละภูมิภาคจะมีบริบทและปัญหาแตกต่างกัน แต่ข้อเสนอส่วนใหญ่สะท้อนความต้องการร่วมกัน คือ การมีระบบสุขภาพที่เข้าถึงง่าย ลดความเหลื่อมล้ำ และตอบโจทย์ความจำเป็นด้านสุขภาพของประชาชนในชีวิตจริงมากขึ้น” พ.ท.ทพ.ธนศักดิ์ กล่าว
ทั้งนี้ ข้อเสนอทั้งหมดจากเวทีรับฟังความคิดเห็นจะถูกรวบรวมเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของ สปสช. เพื่อนำไปใช้พัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในระยะต่อไป ก่อนส่งมอบข้อเสนอจากเวทีรับฟังความคิดเห็นประจำปี 2569 ต่อคณะกรรมการและผู้บริหาร สปสช.

