ฮาลาลไทย 77 ปี! สธ.หนุน ‘Medical Tourism’ ดึงตลาดมุสลิมทั่วโลก สร้างรายได้ประเทศ

22.06.26 | 17:59 น.

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลังหารือแนวทางสานต่อความร่วมมือกิจกรรมฮาลาลในมิติต่างๆ ร่วมกับ นายณรงค์เดช สุขจันทร์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และคณะ เนื่องในโอกาสตราสัญลักษณ์ฮาลาลไทยครบรอบ 77 ปี ว่า ตราสัญลักษณ์ฮาลาลมีมาตั้งแต่ปี 2492 ถือเป็นมาตรฐานของอาหาร ผลิตภัณฑ์ และงานบริการต่างๆ ที่ไม่ขัดต่อหลักศาสนาอิสลาม ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุข โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ร่วมมือกับคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (กอท.) ส่งเสริมมาตรฐานฮาลาลของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งอาหาร ยา สมุนไพร ผลิตภัณฑ์สุขภาพ เครื่องสำอาง การแพทย์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และบริการที่เป็นมิตรต่อชาวมุสลิม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจสุขภาพในอนาคต โดยปัจจุบันมีโรงงานที่ได้รับการรับรองมาตรฐานฮาลาลมากกว่า 8,000 แห่ง และมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองกว่า 200,000 รายการ สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตและส่งออกสินค้าฮาลาลสู่ตลาดโลก ทั้งนี้ การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านสาธารณสุข ภาคอุตสาหกรรม และคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและผู้รับบริการจากประเทศมุสลิมทั่วโลก

นพ.เอกชัย กล่าวต่อว่า ในการหารือครั้งนี้ คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยได้ขอให้กระทรวงสาธารณสุขสนับสนุนและร่วมจัดกิจกรรมในงาน Grand Halal Bangkok 2026 ระหว่างวันที่ 15-17 กรกฎาคม 2569 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นโอกาสยกระดับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ (Health Economy) ทั้ง Medical & Wellness และ Cosmetics & Beauty ของไทย เนื่องจากได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานรับรองฮาลาลทั่วโลก 154 องค์กร จาก 56 ประเทศ รวมถึงมีผู้ซื้อรายสำคัญจากทั้งตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าร่วมงาน เช่น อิหร่าน โมร็อกโก บรูไน คูเวต บังกลาเทศ ไนจีเรีย มัลดีฟส์ จีน เวียดนาม โคโซโว ฟิลิปปินส์ คาซัคสถาน ศรีลังกา สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เป็นต้น โดยกระทรวงสาธารณสุขพร้อมร่วมสนับสนุนการพัฒนาโรงพยาบาลและบริการสุขภาพที่เป็นมิตรต่อชาวมุสลิม (Muslim-Friendly Healthcare Services) รวมถึงส่งเสริมผลิตภัณฑ์สุขภาพ ยา สมุนไพร และนวัตกรรมสุขภาพฮาลาล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดมุสลิมโลก

“ผู้เดินทางจากประเทศมุสลิมจำนวนมากไม่ได้มาเพียงเพื่อรับการรักษาพยาบาล แต่เดินทางพร้อมครอบครัวและใช้บริการด้านการท่องเที่ยว โรงแรม อาหาร และบริการอื่น ๆ ส่งผลให้เกิดการสร้างงานและกระจายรายได้สู่ประชาชนในหลายภาคส่วน อาทิ ผู้ประกอบการอาหารฮาลาล ล่ามภาษาอาหรับ ผู้ประสานงานผู้ป่วยต่างชาติ ธุรกิจโรงแรม และอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ดังนั้น เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการเป็น Food Halal Hub แต่คือการก้าวสู่ Halal Health & Wellness Hub ที่เชื่อมโยงศรัทธา มาตรฐาน ความปลอดภัย สุขภาพ และเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน” นพ.เอกชัยกล่าว