ตามที่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาเปิดเผยถึงผลการไต่สวนเบื้องต้นของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ภายใต้มาตรา 301 กรณีแรงงานบังคับ ว่า ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 46 เขตเศรษฐกิจที่สหรัฐฯ โดยเห็นว่ายังไม่มีมาตรการหรือข้อกำหนดเพียงพอในการควบคุมการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่มีการใช้แรงงานบังคับ ส่งผลให้ไทยมีความเสี่ยงถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในอัตรา 12.5% ขณะที่อีก 14 เขตเศรษฐกิจที่มีมาตรการรองรับแล้ว ถูกกำหนดเพดานภาษีไว้ที่ 10% นั้น
แม้สหรัฐฯ ไม่ได้กล่าวหาไทยว่าเป็นผู้ใช้แรงงานบังคับโดยตรง แต่ตั้งข้อสังเกตว่าไทยยังไม่มีกฎหมายหรือกลไกเฉพาะในการควบคุมการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่มีการใช้แรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกนำมาใช้ประกอบการพิจารณามาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ ในครั้งนี้
ล่าสุด เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กถึงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ล่าสุดว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ ในการกำหนดหลักเกณฑ์สินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยงการใช้แรงงานบังคับซึ่งเป็นมาตรการใหม่ที่ยังไม่เคยมีมาก่อนของประเทศไทย เพื่อแสดงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับตลอดห่วงโซ่อุปทาน และสร้างแต้มต่อในเวทีการเจรจาทางการค้าระดับสากล ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการค้า
โดยวันนี้ ครม. มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ ในการกำหนดหลักเกณฑ์สินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยงการใช้แรงงานบังคับ ซึ่งเป็นมาตรการใหม่ที่ยังไม่เคยมีมาก่อนของประเทศไทย เพื่อแสดงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับตลอดห่วงโซ่อุปทานและสร้างแต้มต่อในเวทีการเจรจาทางการค้าระดับสากล
ครม.ได้มีมติอนุมัติใน 2 ประเด็นสำคัญ คือ 1.รับทราบผลการไต่สวนประเทศไทย และ 2.เห็นชอบให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานสินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยงจากการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นประธาน
สำหรับอำนาจหน้าที่สำคัญของคณะกรรมการชุดนี้ จะมุ่งเน้นไปที่การวางมาตรการและแนวทางแก้ไขปัญหาการนำเข้าสินค้าที่มีความเสี่ยงจากการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ เพื่อให้มีความสอดคล้องกับหลักการขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) พร้อมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์และมาตรฐานในการตรวจสอบเอกสารรับรองสินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยง ตลอดจนจัดทำและเสนอบัญชีรายชื่อเฝ้าระวังหรือบัญชีดำ (Watchlist/Blacklist) และบัญชีรายชื่อสินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยง (Risk List) ต่อ ครม.
ซึ่งการขับเคลื่อนในครั้งนี้จะช่วยสร้างแนวปฏิบัติของประเทศไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลในการป้องกันและแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับตลอดห่วงโซ่อุปทาน ทั้งหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UN Guiding Principles on Business and Human Rights: UNGP) และอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization: ILO) ซึ่งประเทศไทยเป็นรัฐภาคีอยู่ครับ
สำหรับกระบวนการถัดไปหลังจาก ครม. เห็นชอบผลการพิจารณาของคณะกรรมการฯ แล้ว จะส่งไม้ต่อให้กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.การส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 เพื่อบังคับใช้จริงต่อไป
“ยืนยันว่าเรามุ่งมั่นที่จะพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับหลักมนุษยธรรม เพื่อให้ระบบการค้าของไทยได้รับการยอมรับในระดับสากล และที่สำคัญ ผมไม่ได้มองมาตรการนี้เป็นเพียงแค่กฎเกณฑ์ทางการค้า แต่เป็นหนึ่งในพันธกิจการปกป้องสิทธิและเสรีภาพของแรงงานทุกคน” นายจุลพันธ์ กล่าว



