เวลเนสโตแรง! เอกชนหนุนไทยปักหมุดศูนย์กลางสุขภาพโลก ชี้นักท่องเที่ยวสุขภาพใช้จ่ายสูงกว่า 5 เท่า

26.06.26 | 09:00 น.

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน นพ.นิพัฒน์ กุหลาบขาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า ระบบสุขภาพโลกกำลังเปลี่ยนทิศทางครั้งใหญ่ จากเดิมที่เน้นการรักษาเมื่อเจ็บป่วย มาสู่การป้องกันก่อนเกิดโรค โดยตลาดเวลเนส (wellness) ในปัจจุบันครอบคลุมทั้งกลุ่มคนป่วยและไม่ป่วย ตั้งแต่การตรวจพันธุกรรมรายบุคคล การดูแลระดับฮอร์โมน ไปจนถึงการจัดการด้านโภชนาการและวิตามิน สำหรับประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในจุดหมายหลักของการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ (medical and wellness tourism) ระดับโลก โดยมีต้นทุนสำคัญทั้งศักยภาพของแพทย์ไทย ความเป็น Hospitality ที่โดดเด่น ราคาที่สามารถแข่งขันได้ และความน่าดึงดูดด้านการท่องเที่ยวที่เกื้อหนุนกัน โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจว่านักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาเพื่อวัตถุประสงค์ด้าน health and wellness จะใช้จ่ายสูงถึง 5 เท่าของนักท่องเที่ยวทั่วไป

เมื่อพิจารณาตลาดต่างชาติ นพ.นิพัฒน์ กล่าวว่า ในเชิงจำนวนผู้ใช้บริการ กลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา กัมพูชา และบังกลาเทศ ยังเป็นฐานผู้ป่วยหลักที่เดินทางมาใช้บริการทางการแพทย์ เนื่องจากมองว่ามาตรฐานการแพทย์ไทยสูงกว่าในประเทศตนเอง ขณะที่กลุ่มตะวันออกกลาง เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และคูเวต แม้มีจำนวนประชากรน้อย แต่มีค่าใช้จ่ายรายหัว (spending per head) สูงมาก เนื่องจากรัฐบาลของประเทศเหล่านั้นรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาถึง 80% ส่วนกลุ่มยุโรปและอเมริกาส่วนใหญ่เดินทางมาในลักษณะผสมระหว่างการท่องเที่ยวและเวลเนส เช่น สปา การดูแลผิวพรรณ และศัลยกรรมความงาม มากกว่าการรักษาพยาบาลโดยตรง

อย่างไรก็ตาม นพ.นิพัฒน์ กล่าวว่า ข้อจำกัดสำคัญที่รัฐจำเป็นต้องเร่งแก้ไข ประการแรกคือการขาดแคลนบุคลากร โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานด้านการดูแลที่ไม่จำเป็นต้องเป็นแพทย์หรือพยาบาล แต่เป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะยาว ซึ่งนอกจากจะตอบโจทย์ภายในประเทศในยุคสังคมผู้สูงอายุแล้ว ยังเป็นโอกาสส่งออกแรงงานที่มีทักษะสูงขึ้นไปยังญี่ปุ่น ยุโรป และตลาดโลกอีกด้วย ประการที่ 2 คืออุปสรรคด้านกฎระเบียบ โดยเฉพาะกระบวนการอนุมัติยาและเทคโนโลยีทางการแพทย์ใหม่ที่ยังล่าช้า แม้จะดีขึ้นจากในอดีต แต่บางรายการยังใช้เวลาหลายเดือนถึงหลายปีหลังจากที่องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (US FDA) อนุมัติแล้ว รวมถึงกรณีของเซลล์บำบัด (Cell Therapy) และ สเต็มเซลล์ (Stem Cell) ที่หลายประเทศก้าวหน้ากว่าไทยในแง่การนำมาใช้จริง

“ถ้านโยบายมันออกมาชัดเจน แล้วมีกระบวนการตรวจสอบและควบคุมอย่างชัดเจน มันน่าจะลองปล่อยให้โดยเฉพาะในโรงเรียนแพทย์หรือเอกชนบางที่ที่พร้อม ถ้ารัฐสามารถหย่อนลงได้ แล้วลองเริ่มไปด้วยกัน ผมว่ามันจะดึงอะไรเข้ามาได้อีกเยอะเลย” นพ.นิพัฒน์ กล่าว

เมื่อถามว่าประเทศไทยพร้อมแข่งตลาดเวลเนสหรือไม่ นพ.นิพัฒน์ กล่าวว่า เราไปได้แล้ว ต้องยอมรับว่ามีบางที่ที่เริ่มมานานแล้ว อย่าง รพ.บำรุงราษฎร์ และ รพ.เครือบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ ที่มีการศึกษาและทำพวกนี้มากว่า 10 ปีแล้ว แต่นั่นคือตลาดบน คนที่มีเงินเท่านั้นถึงจะเข้าถึงได้ แต่ตอนนี้ตลาดที่เป็นกลุ่มระดับกลางที่เริ่มมีคนเข้าถึงได้มากขึ้น เพราะรัฐบาลเริ่มมีนโยบายเข้ามา

Advertisement

เมื่อถามว่าสิ่งที่รัฐต้องทำเร่งด่วนที่สุดคืออะไร นพ.นิพัฒน์ กล่าวว่า มีสองเรื่องหลัก คือเรื่องบุคลากร และเรื่องกำแพงกฎหมาย (regulatory barrier) ส่วนเรื่องการส่งเสริมนั้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ช่วยได้เยอะในการโปรโมท medical tourism ดึงคนต่างชาติเข้ามา แต่ถ้าจะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการรักษาจริงจัง เรื่องยาใหม่และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เข้าช้า ยังเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ต้องแก้

เมื่อถามว่าภาครัฐจะเข้ามาทำธุรกิจเวลเนสเองได้หรือไม่ นพ.นิพัฒน์ กล่าวว่า ถ้าเป็นเวลเนสที่เกี่ยวกับฮอร์โมน ซัพพลีเมนต์ หรือ genetic screening แบบเฉพาะบุคคลน่าจะยังทำได้ยาก แต่ถ้าเป็นเวลเนส ในเชิงป้องกัน เช่น ให้ความรู้ประชาชน รณรงค์ลดอัตราการเกิดเบาหวาน โรคหัวใจ โรคไต โดยสอนเรื่องการกินอาหารและการออกกำลังกาย อันนี้ช่วยได้ ระบบอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่อยู่ประจำตามหมู่บ้านก็ทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว ซึ่งถือว่าค่อนข้างเข้มแข็งพอสมควรในระดับประเทศ

สำหรับ รพ.วิมุต นพ.นิพัฒน์ อธิบายว่าปัจจุบันวางตำแหน่งตัวเองอยู่ในระดับโรงพยาบาลกลางถึงค่อนข้างบน รับผู้ป่วยระบบเงินสดและประกันส่วนบุคคล ไม่รับสิทธิกองทุนประกันสังคม โดยประมาณ 90% เป็นคนไทย มีแผนขยายสู่กลุ่มคนไข้ต่างชาติในระยะ 5 ปีข้างหน้า ด้วยจุดขายด้านราคาที่ต่ำกว่าโรงพยาบาลชั้นนำประมาณ 30% แต่คุณภาพทีมแพทย์ไม่ด้อยกว่ากัน ในฐานะบริษัทในเครือพฤกษา รพ.วิมุตกำลังพัฒนาโมเดลที่ผสานอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate) กับการดูแลสุขภาพ (Healthcare) เข้าด้วยกัน ทั้งการออกหน่วยตรวจสุขภาพในโครงการบ้านพฤกษา บริการการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) สำหรับลูกบ้าน และการออกแบบที่อยู่อาศัยให้เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ นี่คือโมเดลที่ยังไม่มีรายใดในประเทศทำได้ครบวงจรเช่นนี้ และในอนาคตยังมองถึงการพัฒนา senior living หรือที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุที่มีสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการใช้ชีวิต พร้อมทีมดูแลผู้สูงอายุ (caregiver) ดูแล เพื่อรองรับประชากรสูงอายุที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง