สภากาชาดไทยจับมือ23หน่วยงาน ใช้ประโยชน์ฐานข้อมูลภัยพิบัติช่วยผู้ประสบภัย

23.06.26 | 19:03 น.

พิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วย ความร่วมมือในการเชื่อมโยง ขยายผลการใช้ประโยชน์จากระบบฐานข้อมูลภัยพิบัติและระบบภูมิสารสนเทศ เพื่อการบริหารจัดการและช่วยเหลือผู้ประสบภัยร่วมกันของหน่วยงานภาคีเครือข่าย 

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน สภากาชาดไทย ได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วย “ความร่วมมือในการเชื่อมโยงและขยายผลการใช้ประโยชน์จากระบบฐานข้อมูลภัยพิบัติและระบบภูมิสารสนเทศ เพื่อการบริหารจัดการและช่วยเหลือผู้ประสบภัยร่วมกันของหน่วยงานภาคีเครือข่าย ฉบับที่ 3” โดยเป็นความร่วมมือในการบูรณาการและขับเคลื่อนการใช้งานระบบฐานข้อมูลภัยพิบัติและระบบภูมิสารสนเทศ เพื่อการช่วยเหลือผู้ประสบภัยร่วมกันของหน่วยงานภาคีเครือข่ายด้านการบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัย ซึ่งมี สภากาชาดไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมการปกครอง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กรมที่ดิน กรมโยธาธิการและผังเมือง  กรมพัฒนาที่ดิน  สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)  สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กรุงเทพมหานคร มูลนิธิศูนย์ข้อมูลจราจรอัจฉริยะไทย กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวม 23 หน่วยงาน

นายกฤษฎา บุญราช ผู้ช่วยเลขาธิการ สภากาชาดไทย กล่าวว่า ปัจจุบันที่สถานการณ์ภัยพิบัติ
มีความซับซ้อนและทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ระบบแอปพลิเคชั่น “พ้นภัย” ได้เข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศอย่างครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การติดตามสถานการณ์ การแจ้งเตือน  สาธารณภัย การรับเรื่องร้องขอความช่วยเหลือ ตลอดจนการจัดการทรัพยากรในการปฏิบัติงานให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็ว และทั่วถึงการทำงานของระบบพ้นภัยนี้ ถือเป็นตัวอย่างของการบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคมและองค์กรอิสระ เป็นระบบที่ช่วยให้ทุกหน่วยงานสามารถเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ หัวใจสำคัญคือ การลดความซ้ำซ้อน ลดความสับสนของข้อมูล และเพิ่มความทั่วถึง ในการส่งต่อความช่วยเหลือไปถึงมือพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยได้อย่างแท้จริง

Advertisement

นอกจากนี้ ระบบ “พ้นภัย” ยังได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาคีเครือข่ายตามมาตรฐานสากล แสดงผลในรูปแบบภูมิสารสนเทศบนแผนที่ได้อย่างชัดเจน ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานเห็นภาพรวมของสถานการณ์ได้ในทันที

ที่สำคัญยิ่งไปกว่าเทคโนโลยี คือ “พลังแห่งการมีส่วนร่วม” ระบบนี้มุ่งเน้นการส่งเสริมให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแจ้งเหตุและเข้าถึงบริการมากยิ่งขึ้น ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในทุกระดับ เพื่อให้สามารถนำระบบไปใช้สนับสนุนทั้งในด้านการปฏิบัติงาน การบริหารจัดการ และการให้บริการได้อย่างเท่าทันต่อทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

หากย้อนกลับไป สภากาชาดไทย และหน่วยงานภาคีเครือข่าย ได้ร่วมกันวางรากฐานและสร้างพัฒนาระบบนี้ร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2558 ร่วมกับภาคีเครือข่าย 10หน่วยงาน และได้ขยายความร่วมมือเป็นครั้งที่ 2ร่วมกับภาคีเครือข่าย 19 หน่วยงาน เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2563 ซึ่งบัดนี้ได้ครบกำหนดระยะเวลา 5 ปีแล้ว ความสำเร็จตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เป็นประจักษ์พยานสายตาอันเด่นชัดว่า พลังแห่งความร่วมมือและความมุ่งมั่นของพวกเรา สามารถช่วยบรรเทาทุกข์และช่วยเหลือพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยได้อย่างมากมายมหาศาล และในวันนี้ เครือข่ายของเราได้เติบโตและเข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยมีหน่วยงานภาคีเข้าร่วมอุดมการณ์รวมเป็น 23 หน่วยงาน

ปัจจุบัน สภากาชาดไทย ได้ดำเนิน “โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบพ้นภัยสนับสนุน ชุดธารน้ำใจเพื่อกลุ่มผู้เปราะบาง” โดยนำระบบไปใช้ในพื้นที่นำร่อง เพื่อให้ความช่วยเหลือ แก่ผู้ประสบภัยกลุ่มเปราะบางได้ตรงตามความต้องการ และสามารถบริหารจัดการการจัดส่งสิ่งของได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาระบบบันทึกและให้บริการภาพถ่ายสถานการณ์ภัยพิบัติ จากอากาศยานไร้คนขับ (Drone) ร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตลอดจนหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการสำรวจและประเมินสถานการณ์ในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  จึงได้จัดทำ บันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการเชื่อมโยงและขยายผลการใช้ประโยชน์จากระบบฐานข้อมูลภัยพิบัติและระบบภูมิสารสนเทศ เพื่อการบริหารจัดการและ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยร่วมกันของหน่วยงานภาคีเครือข่าย (MOU) ฉบับใหม่ ฉบับที่ 3 ขึ้นเพื่อร่วมกันขับเคลื่อน ขยายผล
และยกระดับการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดร่วมกัน