หมอจุฬาภรณ์แนะ วางแผนบริจาคไตให้คนในครอบครัว ตั้งแต่โรคไตระยะ 4 ไม่ต้องรอไตวาย

26.06.26 | 12:47 น.

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ ชั้น 5 งาน “Thailand Healthcare 2026 : Longevity อยู่ดี แฮปปี้นาน” มหกรรมสุขภาพอันดับ 1 ของประเทศ เดินหน้าสู่วันที่ 2 ของการจัดงาน ซึ่งปีนี้ก้าวสู่ปีที่ 18 ภายใต้ความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายสุขภาพชั้นนำของประเทศ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-28 มิถุนายน 2569 เพื่อต่อยอดแนวคิด “Longevity” หรือการมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ครอบคลุมการดูแลสุขภาพกาย ใจ อาหาร การออกกำลังกาย และการนอนหลับอย่างสมดุล

นพ.ปรัชญา พุมอุทัยวิวัฒน์ แพทย์เฉพาะทางสาขาอายุรศาสตร์โรคไต โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กล่าวว่า โรคไตแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ โรคไตวายเฉียบพลัน ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หากค้นหาสาเหตุและรักษาได้ทันท่วงที การทำงานของไตสามารถกลับมาเป็นปกติได้ และโรคไตเรื้อรัง ซึ่งเป็นปัญหาที่พบมากในคนไทย โดยนิยามคือภาวะที่ไตทำงานลดลงต่ำกว่าร้อยละ 60 ต่อเนื่องนานเกิน 3 เดือน สาเหตุสำคัญมาจากโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และการใช้ยาบางชนิดที่ส่งผลกระทบต่อไต

นพ.ปรัชญา กล่าวว่า เมื่อโรคไตเรื้อรังดำเนินไปจนการทำงานของไตเหลือน้อยกว่าร้อยละ 15 จะเข้าสู่โรคไตเรื้อรังระยะที่ 5 หรือไตวายระยะสุดท้าย ซึ่งไตไม่สามารถทำหน้าที่ได้เพียงพอ จำเป็นต้องได้รับการบำบัดทดแทนไต เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ โดยปัจจุบันมี 3 วิธี ได้แก่ การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมที่โรงพยาบาล สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 4 ชั่วโมง การล้างไตทางช่องท้องที่ผู้ป่วยสามารถทำเองที่บ้านได้ และการปลูกถ่ายไต ซึ่งถือเป็นวิธีรักษาที่ให้ผลดีที่สุดในปัจจุบัน เพราะช่วยให้การทำงานของไตกลับมาใกล้เคียงปกติ ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถกลับไปทำงาน ใช้ชีวิตประจำวัน และรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้ใกล้เคียงคนทั่วไปมากกว่าวิธีรักษาอื่น

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยยังประสบปัญหาขาดแคลนไตสำหรับการปลูกถ่าย โดยมีผู้ป่วยรอรับการปลูกถ่ายไตประมาณ 10,000 รายต่อปี แต่สามารถผ่าตัดปลูกถ่ายได้จริงเพียง 1,000-1,500 รายต่อปี ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งการฟอกเลือดหรือการล้างไตทางช่องท้องระหว่างรออวัยวะบริจาค

นพ.ปรัชญา กล่าวว่า การปลูกถ่ายไตในประเทศไทยมีผู้บริจาค 2 กลุ่ม คือ ผู้บริจาคที่ยังมีชีวิต ซึ่งกฎหมายไทยกำหนดให้ต้องเป็นญาติสายเลือด หรือคู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้จำนวนผู้บริจาคมีข้อจำกัด อีกกลุ่มคือผู้บริจาคที่เสียชีวิตและได้รับการวินิจฉัยว่าสมองตาย โดยผู้ที่ประสงค์บริจาคอวัยวะสามารถแสดงความจำนงไว้กับศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย เพื่อให้มีการจัดสรรอวัยวะแก่ผู้ป่วยที่รอรับการปลูกถ่ายตามระบบ

Advertisement

ทั้งนี้ หลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา เปิดโอกาสให้บุคคลที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดสามารถบริจาคไตให้เพื่อนหรือคนรู้จักได้ รวมถึงมีระบบแลกเปลี่ยนผู้บริจาค (Kidney Paired Exchange) สำหรับกรณีที่หมู่เลือดของผู้บริจาคและผู้รับไม่ตรงกัน ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการปลูกถ่ายไตได้มากขึ้น ขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับแนวทางดังกล่าว แม้ปัจจุบันจะมีความก้าวหน้าทางการแพทย์ในการปลูกถ่ายไตข้ามหมู่เลือดในผู้ป่วยบางราย แต่ยังเป็นวิธีที่มีความเสี่ยงสูงกว่าการปลูกถ่ายตามปกติ

นพ.ปรัชญา กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ป่วยโรคไตไม่จำเป็นต้องรอจนเข้าสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้ายจึงจะเริ่มวางแผนรักษา หากผู้ป่วยอยู่ในระยะที่ 4 และแพทย์ประเมินว่ามีแนวโน้มต้องเข้าสู่การบำบัดทดแทนไตในอนาคต ครอบครัวสามารถหารือและตรวจคัดกรองผู้ที่อาจเป็นผู้บริจาคได้ล่วงหน้า โดยทีมแพทย์จะประเมินสุขภาพของผู้บริจาคอย่างละเอียด ทั้งการทำงานของไต การคัดกรองโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคประจำตัวอื่น เพื่อให้มั่นใจว่าการบริจาคจะไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริจาคในระยะยาว

นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการปลูกถ่ายไตได้รับการรองรับจากทั้ง 3 กองทุนสุขภาพของประเทศไทย ได้แก่ สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ สิทธิประกันสังคม และสิทธิบัตรทอง ทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย แต่สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้คือการเพิ่มจำนวนผู้บริจาคอวัยวะ เพื่อช่วยลดช่องว่างระหว่างจำนวนผู้รอรับการปลูกถ่ายกับจำนวนอวัยวะที่มีอยู่ในระบบ

ทั้งนี้ งาน “Thailand Healthcare 2026 : Longevity อยู่ดี แฮปปี้นาน” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-28 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00-19.00 น. ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ ชั้น 5 ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ฟรี เดินทางสะดวกด้วย MRT สถานีสามย่าน ทางออก 2 ซึ่งเชื่อมต่อเข้าสู่สามย่านมิตรทาวน์โดยตรง