Thailand Healthcare 2026 เปิดสูตรชะลอสมองเสื่อม หมอชี้ป้องกันด้วย ‘4 อ.’ ดีกว่ารักษา

26.06.26 | 13:43 น.

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ ชั้น 5 งาน “Thailand Healthcare 2026 : Longevity อยู่ดี แฮปปี้นาน” มหกรรมสุขภาพอันดับ 1 ของประเทศ เดินหน้าสู่วันที่ 2 ของการจัดงาน ซึ่งปีนี้ก้าวสู่ปีที่ 18 ภายใต้ความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายสุขภาพชั้นนำของประเทศ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-28 มิถุนายน 2569 เพื่อต่อยอดแนวคิด “Longevity” หรือการมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ครอบคลุมการดูแลสุขภาพกาย ใจ อาหาร การออกกำลังกาย และการนอนหลับอย่างสมดุล

ภายในเวที Health Talk หัวข้อการดูแลสุขภาพสมอง นพ.วิทูร วิโรจน์สกุลชัย แพทย์ผู้ชำนาญการด้าน Regenerative Medicine โรงพยาบาลสหวิทยาการมะลิ กล่าวว่า ภาวะสมองเสื่อมถือเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่สำคัญของสังคมสูงวัย เพราะเมื่อเกิดโรคแล้ว การรักษาทำได้ค่อนข้างจำกัด และส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ป่วย ครอบครัว ตลอดจนเศรษฐกิจของประเทศ จึงควรให้ความสำคัญกับการป้องกันตั้งแต่ก่อนเกิดโรค

นพ.วิทูร กล่าวว่า ภาวะสมองเสื่อมไม่ใช่เพียงอาการหลงลืม แต่หมายถึงการที่สมองสูญเสียความสามารถในการทำหน้าที่ด้านต่างๆ จนกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยการทำงานของสมองประกอบด้วยความสามารถสำคัญ 6 ด้าน ได้แก่ การบริหารจัดการตนเอง การใช้ภาษาและการสื่อสาร ความจำและการเรียนรู้ การใช้ร่างกายหรือการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ สมาธิและการจดจ่อ รวมถึงการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม หากสมองเสื่อมในด้านใดด้านหนึ่ง ผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการหลงลืม สื่อสารไม่ได้ จำคนใกล้ชิดไม่ได้ ไม่สามารถจัดการชีวิตประจำวัน หรือควบคุมพฤติกรรมของตนเองได้ และเมื่ออาการรุนแรงขึ้นก็อาจต้องพึ่งพาผู้อื่นตลอดเวลา

“ผู้ป่วยบางรายจำลูกตัวเองไม่ได้ ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าว เพราะไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความทุกข์ให้กับผู้ป่วย แต่ยังส่งผลต่อครอบครัวที่ต้องรับภาระดูแลอย่างต่อเนื่อง” นพ.วิทูรกล่าว

นพ.วิทูร กล่าวว่า ผลกระทบของภาวะสมองเสื่อมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านสุขภาพ แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจของครอบครัวและประเทศ เนื่องจากผู้ป่วยไม่สามารถประกอบอาชีพหรือใช้ชีวิตได้ตามปกติ ขณะที่สมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะลูกหลาน อาจต้องลาออกจากงานหรือเสียโอกาสในการทำงานเพื่อมาดูแลผู้ป่วย ทำให้กำลังแรงงานของประเทศลดลง ทั้งนี้ ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ จึงทำให้ปัญหาสมองเสื่อมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และจำเป็นต้องเตรียมระบบการดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ เพื่อรองรับผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลระยะยาว

Advertisement

สำหรับสาเหตุของภาวะสมองเสื่อม นพ.วิทูร กล่าวว่า มีทั้งปัจจัยที่เกิดจากโรคและไม่ใช่โรค เช่น โรคหลอดเลือดสมอง การติดเชื้อหรือการอักเสบของสมอง การผ่าตัดสมอง การได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ รวมถึงพันธุกรรม และการเสื่อมของเซลล์ประสาทตามวัย ซึ่งล้วนเพิ่มโอกาสเกิดภาวะสมองเสื่อมได้ นอกจากนี้ โรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะหลอดเลือดตีบ และภาวะดื้อต่ออินซูลิน ล้วนส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมอง ทำให้เซลล์สมองเสื่อมเร็วขึ้น ขณะเดียวกัน ความเครียดเรื้อรัง การพักผ่อนไม่เพียงพอ การไม่ออกกำลังกาย และการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม ก็เป็นปัจจัยเร่งให้สมองเสื่อมเร็วกว่าปกติ

“สมองเสื่อมไม่ได้เกิดขึ้นในวันที่เริ่มมีอาการ แต่กระบวนการเสื่อมของสมองอาจเริ่มต้นมานานหลายปี ดังนั้น หากรอจนมีอาการหลงลืมจึงค่อยมาดูแล อาจสายเกินไป” นพ.วิทูรกล่าว

นพ.วิทูร กล่าวว่า กระบวนการเสื่อมของสมองอาจเริ่มขึ้นก่อนแสดงอาการประมาณ 20 ปี จึงแนะนำให้ประชาชนเริ่มดูแลสุขภาพสมองตั้งแต่อายุประมาณ 40 ปี โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว มีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคสมองเสื่อม หรือเคยได้รับบาดเจ็บทางสมอง ควรเข้ารับการประเมินความเสี่ยง เพื่อค้นหาความผิดปกติในระยะเริ่มต้น

สำหรับการป้องกันภาวะสมองเสื่อม นพ.วิทูร แนะนำให้ยึดหลัก “4 อ.” ได้แก่ อาหาร รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และเหมาะสม อารมณ์ ลดความเครียด ดูแลสุขภาพจิต และนอนหลับให้เพียงพอ ออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดี และ อนามัย ดูแลสุขอนามัย ป้องกันการติดเชื้อ รวมถึงควบคุมโรคเรื้อรังต่างๆ

นอกจากนี้ ยังควรฝึกใช้สมองอย่างต่อเนื่อง เช่น อ่านหนังสือ เล่นดนตรี ร้องเพลง เล่นเกมฝึกสมอง เล่นกีฬา หรือเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม เพราะกิจกรรมเหล่านี้ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง และอาจช่วยชะลอการเสื่อมของสมองได้

นพ.วิทูร ยังแนะนำให้ผู้สูงอายุระมัดระวังการหกล้ม เนื่องจากการกระแทกศีรษะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อม รวมถึงควบคุมโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือด เพื่อให้เลือดสามารถไปเลี้ยงสมองได้อย่างเพียงพอ

ในส่วนของการตรวจประเมินความเสี่ยง นพ.วิทูร กล่าวว่า ปัจจุบันมีวิธีประเมินหลายรูปแบบ ทั้งการทดสอบความจำ การประเมินการตอบสนองของร่างกาย การทรงตัว และการตรวจสุขภาพหลอดเลือด ซึ่งสามารถช่วยค้นหาความผิดปกติในระยะเริ่มต้น เพื่อให้แพทย์วางแผนดูแลได้อย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม นพ.วิทูร ระบุว่า ปัจจุบันยังมีการศึกษาทางการแพทย์เกี่ยวกับแนวทางการดูแลสุขภาพสมองหลายรูปแบบ ทั้งการใช้ฮอร์โมน การฟื้นฟูด้วยเวชศาสตร์ฟื้นฟู และเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ แต่สิ่งที่มีหลักฐานสนับสนุนชัดเจนและทุกคนสามารถทำได้ทันที คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ลดปัจจัยเสี่ยง และตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ

“แม้ปัจจุบันจะมีเทคโนโลยีช่วยวินิจฉัยโรคได้มากขึ้น แต่เมื่อเกิดภาวะสมองเสื่อมแล้ว การรักษายังทำได้จำกัด ดังนั้น การป้องกันจึงเป็นแนวทางที่ดีที่สุด เพราะหากดูแลสุขภาพสมองตั้งแต่วันนี้ ก็จะช่วยลดโอกาสเกิดโรคและทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ” นพ.วิทูรกล่าว

ทั้งนี้ งาน “Thailand Healthcare 2026 : Longevity อยู่ดี แฮปปี้นาน” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-28 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00-19.00 น. ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ ชั้น 5 ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ฟรี เดินทางสะดวกด้วย MRT สถานีสามย่าน ทางออก 2 ซึ่งเชื่อมต่อเข้าสู่สามย่านมิตรทาวน์โดยตรง