‘พัฒนา’ ถกหน่วยงานสาธารณสุขระดับอำเภอ ย้ำบริหารโปร่งใส ตรวจสอบได้
วันนี้ (26 มิถุนายน 2569) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดการประชุมขับเคลื่อนงานสุขภาพระดับอำเภอ เขตสุขภาพที่ 4 ที่ห้องประชุมสุทธาสิโนบล อาคารวิชาการทันตกรรม สถาบันทันตกรรม กรมการแพทย์ จ.นนทบุรี โดยมี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัด สธ. นพ.ไพโรจน์ สุรัตนวนิช ผู้ตรวจราชการ สธ. เขตสุขภาพที่ 4 นพ.อุดม อัศวุตมางกุร สาธารณสุขนิเทศก์ เขตสุขภาพที่ 4 ผู้บริหารในเขตสุขภาพที่ 4 และสาธารณสุขอำเภอ ร่วมงาน 120 คน

นายพัฒนา กล่าวว่า สธ.กำหนดนโยบายการดำเนินงาน ปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ตามกรอบ “สานต่อ วางรากฐาน ร่วมพัฒนา” เพื่อระบบสาธารณสุขที่ยั่งยืน โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพระบบบริการสุขภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ ส่งเสริมสุขภาพดีทุกช่วงวัย และพัฒนาคุณภาพชีวิตบุคลากรสาธารณสุขทุกระดับ ซึ่งหน่วยงานระดับอำเภอเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานในระบบสุขภาพปฐมภูมิให้เกิดประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการบริหารจัดการกำลังคนด้านสาธารณสุขที่เพียงพอ มีศักยภาพ และมีขวัญกำลังใจในการทำงาน การบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า โปร่งใส และตรวจสอบได้ การบริหารจัดการวัสดุ อุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพที่เพียงพอ พร้อมใช้งาน และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน และการบริหารระบบสุขภาพระดับอำเภอให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืน

ด้าน นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า เขตสุขภาพที่ 4 มุ่งยกระดับระบบบริการสุขภาพให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาที่รวดเร็ว ไร้รอยต่อตั้งแต่ระดับปฐมภูมิจนถึงตติยภูมิ โดยครั้งนี้ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) การจัดบริการสุขภาพโรคหลอดเลือดสมอง 2 ฉบับ กับ โรงพยาบาล (รพ.) ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และ สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ ในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพและระบบส่งต่อผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง โดยสามารถส่งต่อผู้ป่วยจากโรงพยาบาลสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) ในเขตสุขภาพที่ 4 (พระนครศรีอยุธยา, ลพบุรี, สระบุรี, สิงห์บุรี, อ่างทอง, นนทบุรี, ปทุมธานี, นครนายก) เข้ารับการรักษาโรงพยาบาลทั้ง 2 แห่ง และไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจากผู้ป่วย ซึ่งเขตสุขภาพที่ 4 จะสนับสนุนงบประมาณชดเชยค่าบริการทางการแพทย์สำหรับการสวนลากลิ่มเลือดในสมองทางสายสวน (Mechanical Thrombectomy) เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับบริการที่มีคุณภาพอย่างรวดเร็ว เพิ่มโอกาสในการรักษาที่มีประสิทธิผลสูงสุดและเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการแพทย์เฉพาะทางอย่างเหมาะสม


