เผย 3 โรคดวงตาต้องระวัง แพทย์เตือนติดจอ-ภัยมลภาวะเสี่ยงตาเสื่อม แนะวิธีดูแลก่อนสาย

26.06.26 | 19:03 น.

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ ชั้น 5 เครือมติชนเปิดฉาก “Thailand Healthcare 2026 : Longevity อยู่ดี แฮปปี้นาน” มหกรรมสุขภาพอันดับ 1 ของประเทศ ก้าวสู่ปีที่ 18 ของการจัดงาน ภายใต้ความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายสุขภาพชั้นนำของประเทศ ระหว่างวันที่ 25-28 มิถุนายน 2569 เพื่อต่อยอดแนวคิด “Longevity” หรือการมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ครอบคลุมการดูแลสุขภาพกาย ใจ อาหาร การออกกำลังกาย และการนอนหลับอย่างสมดุล

ในตอนหนึ่ง ภายในเวที Health Talk หัวข้อ เช็คแต่เริ่ม เพิ่มตาดี แฮปปี้นาน นพ.พรเทพ พงศ์ทวิกร จักษุแพทย์เชี่ยวชาญด้านจอประสาทตาและต้อกระจก โรงพยาบาลบ้านแพ้ว เปิดเผยว่า พฤติกรรมของคนเราเปลี่ยนตั้งแต่เด็กใช้เทคโนโลยีเป็นหลัก ปัจจุบันนี้พบว่าเด็กเหล่านี้เริ่มมีภาวะสายตาสั้นเยอะมากขึ้น จากที่ใช้ไอแพดและโทรศัพท์มือถือไปนานๆ ผู้ใหญ่ก็เช่นกันที่เป็นโรคติดมือถือเยอะ จนกระทั่งทุกวันนี้ใช้สายตาระยะใกล้ค่อนข้างเยอะ ทำให้เกิดสาเหตุการล้าตา และเกิดผลตามมาได้ง่าย ทำให้ต้องมาพบจักษุแพทย์บ่อยขึ้น รวมถึงโรคที่เป็นผู้สูงอายุ ก็จะมีโรคประจำที่ต้องเจอ เช่น โรคต้อกระจก โรคต้อหิน หรือโรคจอประสาทตาเสื่อม

นพ.พรเทพ กล่าวว่า ดวงตาเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะถ้าวันหนึ่งที่แค่เรามองไม่ชัดจากระยะสายตา เราก็รู้สึกว่าไม่มีความสุขละ แต่ถ้าเกิดว่าเป็นโรคต่างๆ เพิ่มด้วย ยิ่งทำให้น่ากลัวขึ้นกว่าเดิม ฉะนั้นแนะนำว่าถ้าอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ควรเริ่มตรวจตาเพื่อจะดูว่าเราเริ่มมีโรคตาแต่เนิ่นๆ หรือไม่ ก่อนที่ก้อนเหล่านั้นจะกินประสาทตาจนทำให้ตาใช้งานไม่ได้

“ไม่ต้องรอให้มีโรค ให้มาตรวจไม่ต้องรอให้มีอาการ ถือว่าเป็นวิธีเช็กอัปสุขภาพ เช่น โรคต้อหิน มักจะชอบโจมตีตอนอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป โรคจอประสาทตาเสื่อมมักจะโจมตีตั้งแต่อายุ 55 ปีขึ้นไป และโรคต้อกระจกมักจะเริ่มตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป ถ้าตรวจเจอตั้งแต่เนิ่นๆ ก็จะป้องกันไม่ให้เป็นโรคอื่นที่ตามมาและรักษาไม่ทันได้” นพ.พรเทพ กล่าว

นพ.พรเทพ กล่าวว่า อยากเล่าให้ฟังถึง 3 โรค ที่เจอในผู้สูงวัยมากที่สุด คือ 1.โรคต้อกระจก ที่ทุกคนต้องเป็นและควรต้องรู้ เป็นการขุ่นของบริเวณเลนส์ตา ตาจะเห็นอะไรขาวๆ คือต้อกระจกชนิดที่คนมองไม่เห็นทั้งสองข้างแล้ว เพราะเลนส์ตาต้องใส แต่พอแก่ตัวขึ้น จะเริ่มขุ่น เป็นโรคหนึ่งที่เป็นสาเหตุทำให้คนไข้เป็นซึมเศร้าเพราะตาบอดได้ ซึ่งถ้าเราตรวจตั้งแต่เนิ่น จะไม่ต้องเข้าสู่โรคตาบอด และการรักษาสิ่งเหล่านี้ก็ปฏิบัติไม่ยาก ใช้เวลาเพียงแค่ไม่ถึง 10 นาที สามารถผ่าตัดตาให้กลับมามองเห็นได้ ไม่ต้องใช้เวลาฟื้นตัวนาน

Advertisement

2.โรคต้อหิน จะรู้ตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป เป็นโรคที่ทำให้เกิดการสูญเสียดวงตาแบบถาวร อาจจะช่วยไม่ได้ถ้าเจอไม่ทัน จนในที่สุดทำให้บอดสนิท เพราะฉะนั้น ต้อหินจำเป็นต้องเจอแต่เนิ่นๆ และใช้ยาหยอดสามารถควบคุมต้อหินได้ ทำให้เราไม่เสียประสาทตาได้ และ 3.โรคจอประสาทตาเสื่อม เป็นโรคหนึ่งที่ทำให้คนจำนวนหนึ่งต้องตาบอด โดยสูญเสียการมองเห็นตรงกลาง พบว่าในอเมริกาโรคจอประสาทตาเสื่อมเป็นสาเหตุตาบอดอันดับ 1 ของประเทศสหรัฐอเมริกา ฉะนั้นถ้าเจอแต่เนิ่นๆ จะสามารถป้องกันได้

นพ.พรเทพ กล่าวว่า หากตรวจพบความผิดปกติของจอประสาทตา ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้นจะสามารถวางแผนการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงมีการฉีดตัวยาเฉพาะทางเพื่อป้องกันไม่ให้จอประสาทตาเสื่อมสภาพไปมากกว่าเดิม ซึ่งในผู้ป่วยบางรายสามารถช่วยชะลออาการจนถึงขั้นรักษาให้ดีขึ้นได้ ซึ่งนอกเหนือจากการใช้สายตากับสมาร์ทโฟนและสื่อโซเชียลมีเดียในชีวิตประจำวันแล้ว ยังมีภัยเงียบจาก ‘ควันและมลภาวะ’ ที่ส่งผลกระทบต่อจอประสาทตาได้ เช่นภัยจากควันบุหรี่ ไม่เพียงแต่การสัมผัสทางสายตา แต่การสูดดมควันบุหรี่เข้าสู่ร่างกายส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพดวงตา จึงควรเลิกสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่ที่มีควัน และมลภาวะใกล้ตัว ควันธูป รวมถึงควันจากท่อไอเสียรถยนต์ตามท้องถนน เป็นสิ่งที่กระตุ้นให้จอประสาทตาเสื่อมเร็วขึ้น

“พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเวลานานในทุกช่วงวัย เป็นปัจจัยกระตุ้นที่สำคัญในปัจจุบัน จึงขอให้ประชาชนหันมาใส่ใจดูแลดวงตาและเข้ารับการตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงในการสูญเสียการมองเห็นในอนาคต” นพ.พรเทพ กล่าว

นพ.พรเทพ กล่าวว่า ควรใช้สายตาในระยะใกล้ไม่เกิน 2 ชั่วโมง และพักสายตาประมาณ 15 นาที โดยในช่วงพักควรมองไปในระยะไกล เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อตาได้ผ่อนคลายจากการเพ่งมองใกล้ การหยิบโทรศัพท์มือถือมาใช้ในช่วงพักไม่ถือเป็นการพักสายตา เนื่องจากยังคงเป็นการใช้งานสายตาในระยะใกล้

“ควรให้ความสำคัญกับการพักสายตาอย่างจริงจัง แม้ในช่วงเวลางาน โดยอาจแจ้งเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้าว่าเป็นคำแนะนำจากแพทย์ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้งานสายตาอย่างต่อเนื่อง เช่น การทำงานหน้าคอมพิวเตอร์หรือการนำเสนอข้อมูล” นพ.พรเทพ กล่าว

นพ.พรเทพ กล่าวต่อว่า หากมีความจำเป็นต้องใช้แว่นสายตา ควรเข้ารับการตรวจวัดสายตาจากผู้เชี่ยวชาญ ไม่ควรใช้แว่นของผู้อื่น เนื่องจากค่าสายตาแตกต่างกัน อาจทำให้เกิดอาการปวดตาหรือสายตาแย่ลงได้ และผู้ที่เล่นกีฬาควรสวมแว่นป้องกันดวงตา เพื่อลดความเสี่ยงจากการกระแทกหรืออุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น

นพ.พรเทพ กล่าวว่า อยากเชิญชวนประชาชนร่วมตรวจคัดกรองสุขภาพตาฟรี เพื่อเป็นการส่งเสริมสุขภาวะที่ดีให้กับประชาชน ทางบูธโรงพยาบาลบ้านแพ้ว ได้จัดเตรียมเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัยพร้อมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำ เพื่อให้บริการตรวจคัดกรองสุขภาพตาฟรีแก่ผู้ที่สนใจ เพื่อเป็นการเฝ้าระวังและป้องกันปัญหาสายตาก่อนที่จะลุกลาม สามารถตรวจวินิจฉัยโรคตาได้อย่างรวดเร็ว เช่น ต้อกระจก ต้อหิน และโรคจอประสาทตาเสื่อม

นพ.พรเทพ กล่าวว่า ภายในงาน Thailand HealthCare มีโครงการผ่าตัดต้อกระจกฟรีจำนวน 50 สิทธิ์ สำหรับผู้ที่ผ่านการประเมินจากทีมแพทย์ โดยการผ่าตัดใช้เทคโนโลยีแผลเล็กขนาด 2.75 มิลลิเมตร ร่วมกับเครื่องสลายต้อกระจก และใช้เลนส์คุณภาพสูงจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งหากเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 40,000-50,000 บาท ต่อดวงตา 1 ข้าง

“การดูแลสุขภาพดวงตาอย่างถูกวิธี ควรควบคู่กับการตรวจเป็นประจำ จะช่วยให้สามารถรักษาคุณภาพการมองเห็นให้ดีได้นานที่สุด ประโยชน์ของการตรวจตาแต่เนิ่น จะเพิ่มตาดีอีกนาน” นพ.พรเทพ กล่าว

ทั้งนี้ งาน “Thailand Healthcare 2026 : Longevity อยู่ดี แฮปปี้นาน” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-28 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00-19.00 น. ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ ชั้น 5 ผู้สนใจเข้าร่วมงาน สามารถลงทะเบียนเข้างานล่วงหน้า เพื่อรับของที่ระลึก (จำนวนจำกัด) คลิก https://evcnx.co/THCV26 จากนั้น สามารถเข้าร่วมงานได้ฟรี เดินทางสะดวกด้วย MRT สถานีสามย่าน ทางออก 2 ซึ่งเชื่อมต่อเข้าสู่สามย่านมิตรทาวน์โดยตรง