เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ที่กระทรวงสาธารณสุข นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ครั้งที่ 3/2569 ว่า ที่ประชุมมีการติดตามผลการดำเนินงานด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประจำปีงบประมาณ รวมถึงรายงานความก้าวหน้าการจัดทำกฎหมายลำดับรอง การแต่งตั้งคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับจังหวัด ตลอดจนการพัฒนาและฝึกอบรมอาสาสมัคร เพื่อเข้ามาสนับสนุนการดำเนินงานทั้งด้านการควบคุมและการบำบัดฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อีกประเด็นที่มีการหารือในที่ประชุม คือ การใช้เครื่องจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบบกดอัตโนมัติ ซึ่งคณะกรรมการได้อภิปรายถึงความเหมาะสมของมาตรการที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งแนวทางการปรับปรุงกฎหมายลำดับรองให้สอดคล้องกับรูปแบบการค้าปลีกที่เปลี่ยนแปลงไป
เมื่อถามว่าเรื่องดังกล่าวเป็นมติใหม่ของคณะกรรมการหรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า หลักการห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผ่านเครื่องกดอัตโนมัติไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ แต่มีประกาศบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2561 เนื่องจากในอดีตเคยมีผู้ประกอบการนำเครื่องดังกล่าวมาติดตั้งให้บริการ ซึ่งมีความเสี่ยงทำให้ประชาชนเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ง่าย โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้สถานศึกษาและชุมชน
“การประชุมครั้งนี้ไม่ได้เป็นการออกมาตรการใหม่ แต่เป็นการหารือว่าหลังจากประกาศมีผลใช้มาตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปี 2569 รูปแบบการค้าปลีกและวิธีการจำหน่ายเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก คณะกรรมการจึงสอบถามฝ่ายเลขานุการถึงบทนิยามของประเภทร้านค้า รวมถึงรูปแบบการจำหน่ายที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เพื่อให้ไปศึกษาเพิ่มเติม ก่อนนำกลับมาเสนอที่ประชุมครั้งต่อไป” นายพัฒนา กล่าว
เมื่อถามว่าแนวคิดดังกล่าวจะเป็นการขยายขอบเขตให้ครอบคลุมร้านค้ามากกว่าร้านสะดวกซื้อหรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียด ทั้งในเรื่องประเภทของร้านค้า ขนาดของร้าน ความใกล้สถานศึกษา รวมถึงความสะดวกในการเข้าถึงของประชาชน เพื่อให้กฎหมายครอบคลุมบริบทการค้าปัจจุบันมากขึ้น อีกประเด็นที่คณะกรรมการให้ความสำคัญ คือ ลักษณะการจำหน่ายผ่านเครื่องกดอัตโนมัติแตกต่างจากการจำหน่ายเป็นขวดหรือกระป๋อง เนื่องจากการขายเป็นขวดหรือกระป๋องมีปริมาณที่ชัดเจน แต่หากเป็นเครื่องกด ผู้บริโภคสามารถกดซื้อและดื่มได้ทันที จึงอาจเกิดความซับซ้อนในการควบคุมปริมาณการดื่มมากกว่าเดิม ทำให้ที่ประชุมมอบหมายฝ่ายเลขานุการไปศึกษารายละเอียดในประเด็นดังกล่าวเพิ่มเติม
เมื่อถามว่าข้อสรุปสุดท้ายจะเป็นการอนุญาตให้ใช้เครื่องกดได้ภายใต้เงื่อนไขบางประการหรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า ไม่ใช่ เพราะหลักการของคณะกรรมการยังคงเป็นการห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผ่านเครื่องกดอัตโนมัติเช่นเดิม และจะยังคงใช้มาตรการดังกล่าวต่อไป
“สิ่งที่กำลังพิจารณาไม่ใช่การปลดล็อก แต่เป็นการขยายรายละเอียดของประกาศให้ครอบคลุมรูปแบบร้านค้าและรูปแบบการจำหน่ายที่เปลี่ยนแปลงไป โดยยังอยู่ในกรอบของร้านค้าปลีกและร้านสะดวกซื้อ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ง่าย ส่วนร้านประเภทผับ บาร์ หรือสถานบริการต่างๆ มีกฎหมายและระบบการอนุญาตควบคุมอยู่แล้ว” นายพัฒนา กล่าว
เมื่อถามว่าจะนำเรื่องนี้กลับเข้าสู่การพิจารณาอีกเมื่อใด นายพัฒนา กล่าวว่า หลังจากฝ่ายเลขานุการศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมแล้ว คาดว่าจะนำกลับเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการได้ภายในประมาณ 1-2 เดือน
เมื่อถามว่าการประชุมครั้งนี้มีการพิจารณาร่างกฎหมายเกี่ยวกับการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า ยังไม่มีการนำเข้าสู่การพิจารณา เนื่องจากเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อน และมีผลกระทบในวงกว้าง จึงต้องใช้เวลาศึกษาอย่างรอบคอบ แม้ก่อนหน้านี้จะมีการออกประกาศผ่อนปรนช่วงเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในบางพื้นที่เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว แต่เรื่องดังกล่าวเป็นนโยบายที่รัฐบาลมอบหมายให้คณะกรรมการดำเนินการ โดยผ่านกระบวนการศึกษาผลกระทบ การรับฟังความคิดเห็นตามกฎหมาย รวมทั้งมีการทดลองดำเนินการเป็นระยะเวลา 6 เดือน ก่อนประเมินผล ทั้งนี้ กระบวนการดังกล่าวมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นในหลักการ 30 วัน และรับฟังความคิดเห็นต่อร่างประกาศอีก 30 วัน โดยผลการรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบดิจิทัลมีผู้เห็นด้วยกว่า 80% ขณะที่ข้อมูลการเฝ้าระวังเปรียบเทียบช่วงเดือนธันวาคม 2567-มีนาคม 2568 กับช่วงเดือนธันวาคม 2568-มีนาคม 2569 พบว่า ในช่วงเวลาที่ผ่อนปรนการจำหน่ายระหว่างเวลา 14.00-17.00 น. ไม่พบว่าอุบัติเหตุเพิ่มขึ้น จึงเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของคณะกรรมการ
เมื่อถามว่าเหตุใดร่างกฎหมายโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จึงยังไม่เข้าสู่การพิจารณา ทั้งที่ใกล้ครบกำหนดการสรรหาคณะกรรมการชุดใหม่ นายพัฒนา กล่าวว่า คาดว่าการสรรหาคณะกรรมการจะแล้วเสร็จภายใน 1-2 เดือน และเห็นว่าหากมีกรรมการครบถ้วนจะทำให้การพิจารณาประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนเป็นไปอย่างรอบด้านและได้ข้อสรุปที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น



