‘ยศชนัน’ ยันมหา’ลัย แห่เปิดคณะแพทย์ใหม่ไม่กระทบมาตรฐาน ชี้มี 2 กลไกกำกับเข้ม เดินหน้าผลิตแพทย์กระจายสู่ชนบท

30.06.26 | 09:35 น.

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้สัมภาษณ์กรณีมีหลายสถาบันเปิดหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตเพิ่มขึ้น จนเกิดความกังวลเรื่องมาตรฐานการเรียนการสอนและการรับรองหลักสูตร ว่า ประชาชนไม่ต้องกังวล เพราะประเทศไทยมีกลไกกำกับดูแลมาตรฐานการผลิตแพทย์อย่างเข้มงวดอยู่แล้ว

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การเปิดหลักสูตรแพทยศาสตร์ทุกแห่งต้องผ่านการกำกับดูแล 2 ส่วนสำคัญ คือ มาตรฐานด้านหลักสูตรของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และการรับรองมาตรฐานวิชาชีพจากแพทยสภา ซึ่งเป็นกลไกที่ทำงานควบคู่กันในการตรวจสอบคุณภาพของการผลิตแพทย์

“เรามีมาตรฐานอยู่แล้ว มี 2 ล็อกในการกำกับดูแล คือ เรื่องหลักสูตรที่กระทรวง อว. ดูแล และมาตรฐานวิชาชีพที่แพทยสภาดูแล เพราะฉะนั้นประชาชนไม่ต้องกังวล คุณภาพของการผลิตแพทย์ยังคงได้รับการกำกับอย่างเข้มงวด” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า สิ่งที่กระทรวง อว. ให้ความสำคัญในขณะนี้ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนแพทย์ แต่เป็นการผลิตแพทย์ที่มีคุณภาพควบคู่กับการกระจายกำลังคนไปยังพื้นที่ที่ยังขาดแคลน โดยเฉพาะจังหวัดชนบทและพื้นที่ห่างไกล ซึ่งยังมีความต้องการบุคลากรทางการแพทย์อีกจำนวนมาก

“สิ่งที่เราพยายามทำเพิ่มเติม คือ การกระจายแพทย์ที่ผลิตได้ลงไปสู่ท้องถิ่น ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการผลิตแพทย์เพื่อชาวชนบท (CPIRD) เพื่อให้ประชาชนในทุกพื้นที่สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างเท่าเทียม” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

Advertisement

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสความกังวลว่า การเปิดคณะแพทย์จำนวนมากอาจส่งผลให้นักศึกษาไม่ได้รับการรับรองมาตรฐาน หรือไม่สามารถเข้ารับการเพิ่มพูนทักษะตามเกณฑ์ของแพทยสภาได้ ศ.ดร.ยศชนัน ยืนยันว่า ไม่ใช่ประเด็นที่น่ากังวล เนื่องจากทุกหลักสูตรต้องผ่านกระบวนการรับรองตามมาตรฐานที่กำหนด

“ไม่มีเรื่องนั้น ทุกอย่างมีระบบกำกับดูแลอยู่แล้ว ดูแลเต็มที่ ไม่ต้องกังวล” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวด้วยว่า การเพิ่มกำลังการผลิตแพทย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา แต่สิ่งสำคัญคือการสร้างระบบที่ทำให้แพทย์สามารถทำงานและอยู่ในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์และระบบบริการสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้อย่างทั่วถึง และลดความเหลื่อมล้ำด้านสาธารณสุขในระยะยาว