เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน รศ.ดร.นัฐพล ตั้งสุภูมิ นักวิจัยจากสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยผลการวิจัยเรื่อง “ข้อเสนอเชิงนโยบายการจัดทำเกณฑ์มาตรฐานปริมาณโซเดียมสำหรับอาหารประเภทต่างๆ ของประเทศไทย” ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ว่า คนไทยยังบริโภคโซเดียมเกินเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำอย่างต่อเนื่อง โดยผลสำรวจสุขภาพประชาชนไทย ครั้งที่ 7 (พ.ศ.2567-2568) พบว่าประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป บริโภคโซเดียมเฉลี่ย 3,650 มิลลิกรัมต่อวัน สูงกว่าคำแนะนำของ WHO ที่กำหนดไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ส่งผลเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดสมอง และโรคไตเรื้อรัง ขณะเดียวกัน สถานการณ์ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จาก 1,046,072 คน ในปี 2566 เป็น 1,145,586 คน ในปี 2568 โดยในปี 2568 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ใช้งบประมาณกว่า 17,000 ล้านบาท ดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง กว่า 90,000 คน
รศ.ดร.นัฐพล กล่าวว่า งานวิจัยเรื่อง “ข้อเสนอเชิงนโยบายการจัดทำเกณฑ์มาตรฐานปริมาณโซเดียมสำหรับอาหารประเภทต่างๆ ของประเทศไทย” ได้ศึกษาผลิตภัณฑ์อาหารกว่า 40 ประเภท ใน 8 กลุ่มอาหาร ซึ่งเป็นแหล่งโซเดียมหลักของคนไทย ก่อนจัดทำเกณฑ์มาตรฐานปริมาณโซเดียมที่เหมาะสม โดยอ้างอิงข้อมูลการบริโภคของคนไทยและเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (WHO SEARO) ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มอาหารที่ควรเร่งปรับลดโซเดียมเป็นลำดับแรก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป ปลาและอาหารทะเลแปรรูป ซุปก้อน ซอสและเครื่องจิ้ม เครื่องปรุงรส ซอสสไตล์เอเชีย อาหารพร้อมรับประทาน และอาหารกึ่งสำเร็จรูป โดยกำหนดให้ใช้ “เพดานปริมาณโซเดียม” จากค่าร้อยเปอร์เซ็นไทล์ที่ 70 ของผลิตภัณฑ์ในท้องตลาด เป็นเกณฑ์สูงสุดในการปรับลด
รศ.ดร.นัฐพลกล่าวว่า ทีมวิจัยได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคมวิชาชีพ และผู้ทรงคุณวุฒิ ก่อนมีข้อสรุปร่วมกันว่า ควรดำเนินการในลักษณะสมัครใจ ไม่ใช่มาตรการบังคับ และให้ภาคอุตสาหกรรมใช้เวลาประมาณ 5 ปีในการทยอยปรับลดโซเดียม เนื่องจากหากลดลงทันทีจะส่งผลต่อรสชาติ การยอมรับของผู้บริโภค และยอดจำหน่ายสินค้า ทั้งนี้ งานวิจัยยังเสนอข้อเสนอเชิงนโยบาย 8 ด้านต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อาหารให้สอดคล้องกับเกณฑ์ใหม่ ส่งเสริมการแสดงข้อมูลโภชนาการในผลิตภัณฑ์ที่มีโซเดียมสูง สนับสนุนการรณรงค์ลดบริโภคเค็มในประชาชน ผลักดันการลดโซเดียมในอาหารนอกบ้าน จัดระบบติดตามปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหาร รวมถึงพิจารณาสิทธิประโยชน์ทางภาษีและสนับสนุนงานวิจัยเพื่อช่วยผู้
“หากข้อเสนอทั้งหมดได้รับการผลักดันอย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยลดการบริโภคโซเดียมของประชาชน ลดความเสี่ยงโรค NCDs โดยเฉพาะโรคไตเรื้อรัง โรคหัวใจ และความดันโลหิตสูง ตลอดจนช่วยลดภาระงบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศในระยะยาว พร้อมแนะให้ประชาชนปรับพฤติกรรมการบริโภคด้วยการใส่ใจปริมาณโซเดียมในแต่ละวัน ควบคู่กับการเลือกบริโภคอาหารที่มีโซเดียมต่ำมากขึ้น” รศ.ดร.นัฐพล กล่าว




