เวทีถกเปิด ‘คณะแพทย์ใหม่’ แพทยสภาชี้ไม่ใช่แค่เพิ่มจำนวนหมอ ต้องรักษามาตรฐาน-กระจายกำลังคน เผยไทยมีแพทย์ 8 หมื่นคน แต่ใน สธ.ทำงานจริงเพียง 2.1 หมื่น
เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ที่ห้องประชุมแพทยสภา มีการจัดเสวนาหัวข้อ “การเปิดคณะแพทย์แห่งใหม่ ทางออกแก้ปัญหาแพทย์ไทยจริงหรือ?” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์กำลังคนด้านการแพทย์ของประเทศไทย ท่ามกลางข้อเสนอให้เปิดคณะแพทยศาสตร์แห่งใหม่เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแพทย์ โดยช่วงแรกเป็นการเสวนาเรื่อง “ทิศทางและนโยบายความต้องการแพทย์ของภาครัฐ” มี ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร ลีลารัศมี ประธานฝ่ายวิชาการ แพทยสภา และ นพ.สุภโชค เวชภัณฑ์เภสัช ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ร่วมอภิปราย โดยมีผู้แทนจากโรงเรียนแพทย์หลายแห่งเข้าร่วมรับฟัง
นพ.ภาสกร วันชัยจิระบุญ ผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา เปิดประเด็นว่า ปัจจุบันสังคมตั้งคำถามถึงปัญหาภาระงานแพทย์ การลาออกจากระบบราชการ และภาวะสมองไหลว่าเกิดจากจำนวนแพทย์ไม่เพียงพอ หรือเกิดจากแพทย์ไม่สามารถอยู่ในระบบบริการของรัฐได้
ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร กล่าวว่า การพิจารณาปัญหาขาดแคลนแพทย์ต้องมองทั้งจำนวน คุณภาพ และการกระจายตัว ไม่ใช่ดูเฉพาะจำนวนแพทย์ เพราะแม้ประเทศไทยจะผลิตแพทย์เพิ่มขึ้น แต่หากแพทย์กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ หรือพื้นที่ชนบทยังมีแพทย์ไม่เพียงพอ ก็ยังไม่สามารถตอบโจทย์ระบบบริการสุขภาพได้ ปัจจุบันหลายประเทศมีสัดส่วนแพทย์ประมาณ 1 คนต่อประชากร 500-600 คน ขณะที่ประเทศไทยยังมีบางพื้นที่ที่แพทย์ 1 คนต้องดูแลประชาชนมากกว่า 4,000 คน สะท้อนว่าปัญหาสำคัญคือความเหลื่อมล้ำด้านการกระจายกำลังคน
“เป้าหมายของแพทยสภาคือให้ประเทศมีแพทย์ที่เพียงพอ มีคุณภาพ และกระจายตัวอย่างเหมาะสม เพราะจำนวนอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน หรือกระจุกอยู่เฉพาะบางพื้นที่ ประชาชนก็ยังเข้าไม่ถึงบริการ การเพิ่มจำนวนแพทย์ต้องไม่แลกกับการลดมาตรฐานการผลิต เพราะวิชาชีพแพทย์เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของผู้ป่วยโดยตรง ปัจจุบันแพทยสภากำกับดูแลหลักสูตรฝึกอบรมเฉพาะทางและอนุสาขากว่า 104 สาขา ทุกหลักสูตรต้องผ่านการประเมินอย่างเข้มงวด ทั้งด้านหลักสูตร อาจารย์ผู้สอน เครื่องมือ จำนวนผู้ป่วย และการประเมินสมรรถนะจากการปฏิบัติงานจริง (Workplace-based Assessment) แพทย์ไทยต้องเก่งทั้งความรู้และการปฏิบัติ ไม่ใช่สอบผ่านเพียงข้อเขียน แต่ต้องรักษาผู้ป่วยได้จริง และได้ผลลัพธ์ตามมาตรฐานวิชาชีพ แม้ที่ผ่านมาแพทยสภาจะเผชิญแรงกดดันให้ผ่อนปรนเกณฑ์การเปิดหลักสูตรหรือเพิ่มกำลังการผลิต แต่ไม่สามารถลดมาตรฐานได้ เพราะจะกระทบต่อคุณภาพของวิชาชีพและความปลอดภัยของประชาชน” ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร กล่าว
ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร กล่าวว่า นอกจากการควบคุมคุณภาพการศึกษาแล้ว แพทยสภายังให้ความสำคัญกับการปลูกฝังจริยธรรมและจรรยาบรรณของแพทย์ รวมทั้งสนับสนุนโครงการเพิ่มพูนทักษะ ซึ่งถือเป็นช่วงสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากนักศึกษาแพทย์สู่การเป็นแพทย์เต็มตัว โดยเฉพาะการทำงานในโรงพยาบาลต่างจังหวัด ทั้งนี้ แพทยสภาจะร่วมกำหนดการกระจายแพทย์เพิ่มพูนทักษะให้เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละโรงพยาบาล พร้อมติดตามคุณภาพการฝึกอบรม เพื่อให้แพทย์รุ่นใหม่ได้รับการดูแลจากอาจารย์และรุ่นพี่อย่างใกล้ชิด และสามารถเรียนรู้การทำงานร่วมกับทีมสหวิชาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร กล่าวว่า โดยสรุปการแก้ปัญหาขาดแคลนแพทย์ไม่ควรมองเพียงการเพิ่มจำนวนแพทย์ แต่ต้องวางระบบบริการให้เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละพื้นที่ พร้อมส่งเสริมให้โรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลศูนย์ส่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญลงไปช่วยสนับสนุนโรงพยาบาลในจังหวัดที่ยังขาดแคลน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพมากขึ้น
“เป้าหมายไม่ใช่แค่มีแพทย์เพิ่ม แต่ต้องทำให้ประชาชนทุกพื้นที่ได้รับบริการที่มีคุณภาพ ทั้งจากการผลิตแพทย์ที่ได้มาตรฐาน การกระจายกำลังคน และการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญลงสู่พื้นที่” ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร กล่าว
ด้าน นพ.สุภโชค กล่าวว่า การจะพิจารณาว่าประเทศไทยควรเปิดคณะแพทยศาสตร์เพิ่มหรือไม่ จำเป็นต้องมองภาพรวมระบบการผลิตแพทย์ของประเทศก่อน เพราะปัจจุบันมีหลายหน่วยงานร่วมผลิต ทั้งมหาวิทยาลัย กระทรวงสาธารณสุข มหาวิทยาลัยเอกชน และโครงการผลิตแพทย์เพื่อชาวชนบท (CPIRD) ปัจจุบันประเทศไทยผลิตแพทย์ใหม่ได้ประมาณ 3,000 คนต่อปี ผ่านทั้งหลักสูตรปกติ โครงการ CPIRD และโครงการผลิตแพทย์เพื่อปฐมภูมิ โดยเฉพาะ CPIRD ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับกระทรวงสาธารณสุข พบว่าแพทย์กลุ่มนี้ยังคงทำงานในระบบราชการต่อหลังใช้ทุนสูงถึงร้อยละ 80-90 จึงถือเป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาขาดแคลนแพทย์ในภูมิภาค
นพ.สุภโชค กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะผลิตแพทย์ใหม่ได้ประมาณ 3,000 คนต่อปี แต่โจทย์สำคัญไม่ได้อยู่ที่การผลิตเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่การรักษาแพทย์ให้อยู่ในระบบบริการของรัฐ โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ปัจจุบันประเทศไทยมีแพทย์ที่ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพประมาณ 84,000 คน เมื่อหักผู้เสียชีวิตแล้ว เหลือแพทย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ประมาณ 80,000 คน และมีแพทย์อายุต่ำกว่า 60 ปีประมาณ 66,000 คน หากยังคงอัตราการผลิตในปัจจุบัน ประเทศไทยจะมีสัดส่วนแพทย์เฉลี่ย 1 คนต่อประชากร 650 คน ภายในปี 2575 ตามเป้าหมายยุทธศาสตร์กำลังคนด้านสาธารณสุข อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นจำนวนแพทย์ที่มีใบประกอบวิชาชีพทั้งหมด ไม่ได้หมายความว่าทุกคนปฏิบัติงานอยู่ในระบบบริการของรัฐ โดยปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขมีแพทย์ในสังกัดประมาณ 25,000 คน และเมื่อหักผู้ที่ลาศึกษาต่อ ฝึกอบรมเฉพาะทาง หรือปฏิบัติหน้าที่อื่น จะเหลือแพทย์ที่ให้บริการประชาชนจริงเพียงประมาณ 21,000 คน
“วันนี้คน 21,000 คน คือกำลังหลักที่แบกรับภาระดูแลผู้ป่วยของประเทศ” นพ.สุภโชค กล่าว
นพ.สุภโชค กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ แม้แพทย์เฉพาะทางจะเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 500-1,000 คน แต่จำนวนแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป (GP) กลับแทบไม่เพิ่มขึ้น โดยคงอยู่ที่ประมาณ 8,000 คนต่อเนื่องหลายปี เนื่องจากแพทย์จำนวนมากลาออกจากระบบหลังผ่านการเพิ่มพูนทักษะ หรือเลือกไปศึกษาต่อเฉพาะทางและทำงานในภาคเอกชน
“Specialist เพิ่มทุกปี แต่ GP ไม่เพิ่ม นี่คือโจทย์สำคัญของระบบ” นพ.สุภโชค กล่าวพร้อมระบุว่า กระทรวงต้องการสร้างแรงจูงใจให้แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปอยู่ในระบบมากขึ้น โดยผลักดันการพัฒนาแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวให้มีความก้าวหน้า รายได้ และสวัสดิการไม่แตกต่างจากแพทย์เฉพาะทาง เพื่อรองรับการดูแลประชาชนในระดับปฐมภูมิ
เมื่อถามถึงตัวเลขแพทย์ที่ลาออกจากระบบในแต่ละปี นพ.สุภโชค เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีแพทย์ลาออกจากระบบประมาณปีละ 1,000 คน โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงหลังสำเร็จการเพิ่มพูนทักษะ หรือช่วงเป็นแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป ก่อนเลือกศึกษาต่อหรือย้ายไปทำงานในภาคเอกชน ยอมรับว่ากระทรวงสาธารณสุขประสบข้อจำกัดด้านอัตรากำลัง แม้จะผลิตแพทย์ได้เพิ่มขึ้น แต่การบรรจุเป็นข้าราชการยังติดข้อจำกัดเรื่องจำนวนตำแหน่ง ทำให้ต้องขอตำแหน่งใหม่ประมาณ 1,300 อัตราต่อปี เพื่อรองรับแพทย์ที่จบใหม่ โดยเฉพาะแพทย์จากโครงการ CPIRD
ขณะเดียวกัน รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ที่ปรึกษาคณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ที่ร่วมฟังอยู่ในห้องประชุมได้ยกมือถามในประเด็น หากกระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลประชาชนทั้งประเทศ แท้จริงแล้วต้องการแพทย์จำนวนเท่าใด โดย นพ.สุภโชค ชี้แจงว่า กระทรวงประเมินความต้องการกำลังคนไว้ 3 วิธี ได้แก่ การคำนวณจากภาระงาน (Full Time Equivalent : FTE) การประเมินตามจำนวนประชากร และการประเมินจากภาระงานจริงของโรงพยาบาล (Revenue Weight : RW) ซึ่งทุกวิธีสะท้อนตรงกันว่า กระทรวงควรมีแพทย์ประมาณ 30,000 คน แต่ปัจจุบันมีกรอบตำแหน่งประมาณ 25,000 ตำแหน่ง และมีแพทย์ปฏิบัติงานจริงเพียงประมาณ 21,000 คน จึงยังมีช่องว่างระหว่างความต้องการกับกำลังคนที่มีอยู่จริง

