ฟังฝ่ายคนผลิตหมอ! เห็นพ้องไทยยังต้องมีคณะแพทย์ใหม่ แต่ต้องสร้างครูแพทย์-รพ.ฝึก รักษามาตรฐาน ไม่ใช่แค่เพิ่มนักศึกษา
เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ที่ห้องประชุมแพทยสภา แพทยสภาจัดเวทีเสวนา “การเปิดคณะแพทยศาสตร์แห่งใหม่ ทางออกแก้ปัญหาแพทย์ไทยจริงหรือ?” เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ท่ามกลางกระแสถกเถียงเรื่องการเพิ่มกำลังการผลิตแพทย์ของประเทศ โดยการเสวนาแบ่งเป็น 3 ช่วง ได้แก่ ทิศทางและนโยบายความต้องการแพทย์ของภาครัฐ มุมมองและการเตรียมความพร้อมของสถาบันผู้ผลิต และการกำกับดูแลตามมาตรฐานวิชาชีพ สำหรับช่วงที่ 2 เป็นการสะท้อนมุมมองจากผู้ผลิตแพทย์ทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งเห็นตรงกันว่า ประเทศไทยยังมีความจำเป็นต้องเพิ่มกำลังการผลิตแพทย์ แต่การเปิดคณะแพทยศาสตร์แห่งใหม่จะต้องดำเนินไปบนพื้นฐานของมาตรฐาน คุณภาพ และความพร้อมของระบบทั้งหมด ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนที่นั่งเรียนเพียงอย่างเดียว
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ประเด็นการเปิดคณะแพทยศาสตร์แห่งใหม่ได้รับความสนใจหลังมีการหารือในสภานโยบายการอุดมศึกษา จนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่ารัฐบาลจะเปิดคณะแพทยศาสตร์อย่างเสรี ทั้งที่ข้อเท็จจริงเป็นเพียงการวางแผนรองรับการผลิตกำลังคนด้านการแพทย์ในระยะยาว หลังโครงการสนับสนุนการผลิตแพทย์ในปัจจุบันกำลังจะสิ้นสุด ทั้งนี้ การเปิดคณะแพทยศาสตร์แห่งใหม่ยังคงต้องผ่านการพิจารณาของสำนักงานปลัดกระทรวง อว. และได้รับการรับรองจากแพทยสภาเช่นเดียวกับหลักสูตรวิชาชีพอื่น ไม่มีการลดมาตรฐานหรืออนุญาตให้เปิดได้โดยไม่มีเงื่อนไข
ศ.ดร.ยศชนัน ย้ำว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ความต้องการบริการสุขภาพเพิ่มขึ้น รวมถึงนโยบายผลักดัน Medical Hub และ Wellness Economy ทำให้ประเทศจำเป็นต้องมีบุคลากรทางการแพทย์เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน หลักสูตรแพทยศาสตร์ในอนาคตต้องรองรับองค์ความรู้ใหม่ ทั้งเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ การแพทย์จีโนมิกส์ และการแพทย์เชิงป้องกัน โดยยังคงรักษามาตรฐานการศึกษาที่เข้มงวด เพราะเป็นวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของประชาชนโดยตรง
ศ.นพ.สามารถ ภคกษมา รองคณบดีฝ่ายการศึกษา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การเพิ่มกำลังการผลิตแพทย์ไม่ควรมองเฉพาะจำนวนที่นั่งเรียนหรือจำนวนคณะแพทยศาสตร์ แต่ต้องมองทั้งระบบ เพราะการเรียนแพทย์ต้องอาศัยอาจารย์แพทย์ โรงพยาบาลฝึก ผู้ป่วยจริง เครื่องมือ และระบบกำกับคุณภาพที่เข้มแข็ง จึงไม่สามารถขยายกำลังการผลิตได้ด้วยการเพิ่มจำนวนนักศึกษาเพียงอย่างเดียว อาจารย์แพทย์ในปัจจุบันต้องทำหน้าที่ทั้งรักษาผู้ป่วย สอนนักศึกษา ทำวิจัย และบริหารงาน จึงถือเป็น “คอขวด” สำคัญของระบบผลิตแพทย์ หากจะเพิ่มการผลิต สิ่งที่ต้องเพิ่มก่อนคือการพัฒนาอาจารย์แพทย์ (Faculty Development) ระบบการศึกษาทางการแพทย์ (Medical Education Unit) และโรงพยาบาลฝึกปฏิบัติที่มีศักยภาพ เพราะแพทย์ที่จบใหม่ไม่ได้สามารถเป็นครูแพทย์ได้โดยอัตโนมัติ แต่ต้องได้รับการพัฒนาด้านการเรียนการสอน การประเมินผล และการออกแบบหลักสูตรอย่างเป็นระบบ
ศ.นพ.สามารถ กล่าวว่า นอกจากนี้ การศึกษาทางการแพทย์ในปัจจุบันยังต้องพัฒนาสมรรถนะการทำงานร่วมกับสหวิชาชีพ และเตรียมความพร้อมด้านดิจิทัล AI และข้อมูลสุขภาพ เพื่อให้สอดคล้องกับระบบบริการสุขภาพยุคใหม่ แม้ประเทศไทยยังต้องผลิตแพทย์เพิ่ม แต่หากเปิดคณะแพทยศาสตร์โดยไม่มีอาจารย์แพทย์เพียงพอ ไม่มีระบบพัฒนาครูแพทย์ และไม่มีโรงพยาบาลฝึกที่มีคุณภาพ ก็อาจกระทบต่อมาตรฐานการผลิตแพทย์ของประเทศในระยะยาว
ขณะที่ ศ.ดร.นพ.ศิริเกษม ศิริลักษณ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก (สบช.) กล่าวว่า การเพิ่มจำนวนแพทย์ไม่ควรตั้งเป้าเพียงผลิตให้มากขึ้น แต่ต้องตอบให้ได้ว่าประเทศไทยต้องการแพทย์แบบใด เพราะระบบสุขภาพกำลังเผชิญความท้าทายจากสังคมผู้สูงอายุ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เทคโนโลยีใหม่ และความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงบริการ จึงควรวางแผนกำลังคนร่วมกันในระดับประเทศ โดยแบ่งบทบาทของสถาบันผู้ผลิตให้ชัดเจน ทั้งการผลิตแพทย์นักวิจัย แพทย์เฉพาะทาง และแพทย์เวชปฏิบัติสำหรับชุมชน
ศ.ดร.นพ.ศิริเกษม กล่าวว่า สำหรับ สบช. ซึ่งมีเครือข่ายโรงพยาบาลทั่วประเทศ ถือเป็นจุดแข็งในการผลิตแพทย์เพื่อระบบบริการปฐมภูมิและภูมิภาค โดยเห็นว่าการแก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ในชนบทไม่ควรพึ่งมาตรการใช้ทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างแรงจูงใจให้แพทย์อยากทำงานในพื้นที่ มีโอกาสก้าวหน้า และได้รับการพัฒนาวิชาชีพควบคู่ไปกับการเพิ่มองค์ความรู้ด้านเวชศาสตร์ครอบครัว การดูแลผู้สูงอายุ การส่งเสริมสุขภาพ การบริหารจัดการ และเทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงควรพัฒนาบุคลากรสนับสนุนและสหวิชาชีพ เพื่อช่วยลดภาระงานด้านเอกสารของแพทย์และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบบริการสุขภาพ
ด้าน ศ.คลินิก นพ.สุวัฒน์ เบญจพลพิทักษ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม กล่าวว่า การจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ของภาคเอกชนมักถูกตั้งคำถามว่าเป็นการทำธุรกิจ แต่ข้อเท็จจริงคือ การเปิดคณะแพทยศาสตร์มีต้นทุนสูงมาก ทั้งอาคารเรียน ห้องปฏิบัติการ เครื่องมือทางการแพทย์ โรงพยาบาลฝึก และบุคลากรผู้สอน อีกทั้งไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐเหมือนมหาวิทยาลัยของรัฐ จึงไม่ใช่หลักสูตรที่สามารถดำเนินการเพื่อผลกำไรได้ง่าย
ศ.คลินิก นพ.สุวัฒน์ กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐหรือเอกชน ทุกแห่งต้องผ่านมาตรฐานเดียวกันภายใต้การกำกับของแพทยสภา และต้องดำเนินการตามเกณฑ์ของ World Federation for Medical Education (WFME) ทั้งด้านหลักสูตร คุณภาพอาจารย์ สิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ และระบบประกันคุณภาพ พร้อมระบุว่า ปัจจุบันมีนักเรียนไทยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะผู้จบจากโรงเรียนนานาชาติ ต้องเดินทางไปเรียนแพทย์ต่างประเทศเพราะที่นั่งในประเทศมีจำกัด ดังนั้น หากเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนที่มีศักยภาพเข้ามามีส่วนร่วม ก็อาจช่วยรักษาทรัพยากรบุคคลของประเทศไว้ได้ แต่ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้ระบบกำกับมาตรฐานเดียวกัน และต้องประเมินความพร้อมของอาจารย์แพทย์ โรงพยาบาลฝึก และระบบการศึกษาก่อนการขยายกำลังการผลิต



