เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ร่วมกับ กองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (กก.4 บก.ปคบ.) และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกันกวาดล้างหมอเถื่อนฉีดเสริมความงามให้ประชาชน จำนวน 2 จุด จับกุมผู้ต้องหา 2 ราย ลักลอบใช้บ้านพักฉีดเสริมความงามให้ประชาชน ตรวจยึดของกลางทั้ง ยา เวชภัณฑ์ วัสดุ อุปกรณ์ ทางการแพทย์ จำนวน 66 รายการ รวมกว่า 1,110 ชิ้น มูลค่ากว่า 200,000 บาท
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กล่าวว่า ก่อนเข้ารับการรักษาโรค หรือเสริมความงาม ตามสถานพยาบาลต่างๆ ควรตรวจสอบการได้รับอนุญาตของคลินิกและแพทย์ที่ทำการรักษาก่อนในเบื้องต้น เพราะอาจทำให้ได้รับความเสี่ยงในการวินิจฉัยและรับการรักษาที่ไม่ถูกต้องจากบุคลากรที่ไม่ใช่แพทย์ เนื่องจากบริเวณใบหน้ามีเส้นเลือดและเส้นประสาทเป็นจำนวนมาก หากทำการฉีดรักษาโดยบุคลากรที่ไม่ใช่แพทย์อาจทำให้ได้รับความเสี่ยงต่อการรักษาที่ผิดพลาด และเกิดผลกระทบกับใบหน้าได้ง่าย บางรายอาจถึงขั้นเสียโฉมยากต่อการแก้ไข และขอเตือนไปยังผู้ที่ลักลอบกระทำความผิด ไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่สวมรอยเป็นหมอ, หมอเถื่อน หรือคลินิกเถื่อน ให้หยุดพฤติการณ์ดังกล่าวทันที เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการจับกุมอย่างต่อเนื่อง หากตรวจพบจะดำเนินคดีโดยเด็ดขาด พี่น้องประชาชนหากพบสถานพยาบาลหรือแพทย์ที่ต้องสงสัยว่าอาจอยู่ในลักษณะหมอเถื่อน หรือคลินิกเถื่อน สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ สายด่วน บก.ปคบ.1135 หรือเพจ ปคบ.เตือนภัยผู้บริโภค
สำหรับการจับกุมดังกล่าว สืบเนื่องจาก กก.4 บก.ปคบ. ได้รับหนังสือจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน ให้ตรวจสอบบุคคลที่ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์ ลักลอบให้บริการฉีด โบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ และฉีดยาบำรุงผิว โดยผู้ฉีดไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม (หมอเถื่อน) เมื่อมีผู้บริโภคสนใจจะให้ติดต่อผ่านข้อความส่วนตัว โดยหลังโอนเงินมัดจำจะนัดหมายให้มารับบริการ ในบ้านพักส่วนตัวซึ่งถูกดัดแปลงเป็นคลินิกเถื่อน ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และ จ.สมุทรปราการ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงลงพื้นที่ตรวจสอบจนแน่ชัดว่ามีการกระทำผิดกฎหมายจริง และจนนำไปสู่การวางแผนจับกุมผู้กระทำความผิดจำนวน 2 ราย ดังนี้
1.บ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปคบ. ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ นำหมายค้นของศาลอาญาเข้าตรวจค้น ขณะตรวจค้น พบ น.ส.ธัญญาธร (สงวนนามสกุล) อายุ 31 ปี กำลังให้บริการฉีดโบท็อกซ์บริเวณใบหน้าให้กับลูกค้า จากการตรวจสอบพบว่าสถานที่ดังกล่าวไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการ และไม่มีใบอนุญาตดำเนินการสถานพยาบาล อีกทั้งผู้ที่ให้บริการฉีดรักษาไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมแต่อย่างใด
จากการสอบถาม น.ส.ธัญญาธร รับว่า ตนเองจบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) จากนั้นได้ไปทำงานตามคลินิกและสถานพยาบาลเสริมความงามต่างๆ โดยทำมาประมาณ 6-7 ปี มีความรู้การฉีดยา โดยศึกษาการใช้ยา และวิธีฉีด ด้วยตนเองจากแพทย์ประจำคลินิก หลังจากเลิกทำงานตามคลินิก ได้นำความรู้ที่ได้มาให้บริการกับลูกค้า โดยการโฆษณาหาลูกค้าผ่านเฟซบุ๊ก ด้วยการจัดโปรโมชั่น ความสวยความงาม ฉีดโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ ฉีดผิวครบวงจร ราคาเริ่มต้น 790 บาท ถึง 4,990 บาท เปิดให้บริการมาแล้วกว่า 2 ปี มีลูกค้ามารับบริการวันละประมาณ 2-5 คน รายได้ต่อเดือนประมาณ 100,000-120,000 บาท สำหรับยาที่นำมาใช้ สั่งจากออนไลน์
เจ้าหน้าที่จึงร่วมกันจับกุม น.ส.ธัญญาธร พร้อมด้วยของกลาง 1.ยาแผนปัจจุบัน ที่ขึ้นทะเบียนตำรับยา จำนวน 24 รายการ รวม 667 ชิ้น 2.ยาแผนปัจจุบัน ที่ยังไม่ขึ้นทะเบียนตำรับยา จำนวน 5 รายการ รวม 11 ชิ้น และ 3.เวชภัณฑ์ วัสดุ อุปกรณ์ทางการแพทย์ จำนวน 15 รายการ รวม 358 ชิ้น นำส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปคบ.เพื่อดำเนินคดี
2.บ้านพักแห่งหนึ่งพื้นที่ ต.สำโรงเหนือ อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปคบ. เข้าตรวจ ขณะเข้าตรวจค้น พบ น.ส.นวพร (สงวนนามสกุล) อายุ 25 ปี กำลังให้บริการฉีดโบท็อกซ์บริเวณใบหน้าให้กับลูกค้า จากการตรวจสอบพบว่า สถานที่ดังกล่าวไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการ และไม่มีใบอนุญาตดำเนินการสถานพยาบาล อีกทั้งผู้ที่ให้บริการฉีดรักษาไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมแต่อย่างใด
จากการสอบถาม น.ส.นวพร รับว่า ตนเองจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 หลังจากจบการศึกษาแล้วไปทำงานตามคลินิก สถานพยาบาลเสริมความงามอยู่หลายปี มีความรู้การฉีดยา โดยศึกษาการใช้ยาและวิธีฉีดด้วยตนเองจากแพทย์ประจำคลินิก หลังจากเลิกทำงานตามคลินิก ได้นำความรู้ที่ได้และเมื่อมีความชำนาญมากขึ้น จึงเริ่มรับลูกค้าเอง โดยส่วนใหญ่จะเป็นเพื่อนและมาจากบอกต่อกันในกลุ่ม มีบริการฉีดโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ ฉีดผิวหน้าใสครบวงจร ราคาเริ่มต้น 1,000-5,000 บาท โดยทำมาแล้วประมาณ 2 ปี มีลูกค้ามารับบริการวันละประมาณ 2-5 คน รายได้ต่อเดือน มีรายได้ประมาณ 30,000 บาท
เจ้าหน้าที่จึงร่วมกันจับกุม น.ส.นวพร พร้อมด้วยของกลาง 1.ยาแผนปัจจุบัน ที่ยังไม่ขึ้นทะเบียนตำรับยา จำนวน 4 รายการ รวม 9 ชิ้น 2.เครื่องสำอาง ไม่มีเลขจดแจ้ง จำนวน 12 รายการ รวม 51 ชิ้น 3.เครื่องมือแพทย์ ไม่ขึ้นทะเบียน 4 ราย รวม 75 ชิ้น และ 4.เวชภัณฑ์ วัสดุ อุปกรณ์ทางการแพทย์ จำนวน 2 รายการ รวม 102 ชิ้น นำส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปคบ. ดำเนินคดี

รวมตรวจค้น 2 จุด จับกุมผู้ต้องหาโดยเป็นแพทย์เถื่อน 2 ราย ตรวจยึดของกลาง รวมกว่า 205 รายการ มูลค่ากว่า 280,000 บาท โดยเป็นยามีทะเบียนตำรับยา จำนวน 24 รายการ, ยาที่ไม่มีทะเบียนตำรับยา 9 รายการ, เครื่องมือแพทย์ จำนวน 4 รายการ, เครื่องสำอางที่แสดงฉลากไม่ถูกต้อง จำนวน 12 รายการ, เวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ จำนวน 17 รายการ รวมทั้งสิ้นจำนวน 66 รายการ รวมกว่า 1,110 ชิ้น มูลค่ากว่า 200,000 บาท
โดยผู้ทำการรักษาจบระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 1 ราย, ปวช. จำนวน 1 ราย โดยผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพตลอดทุกข้อกล่าวหา
อนึ่ง การปล่อยให้บุคคลที่มิใช่แพทย์มาให้บริการรักษา ผู้ดำเนินการสถานพยาบาลจะถือว่ามีความผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ฐาน “ปล่อยปละละเลยให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่ผู้ประกอบวิชาชีพทำการประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาล” ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจมีคำสั่งทางปกครองให้ปิดสถานพยาบาลเป็นการชั่วคราว หรืออาจถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตได้ โด
เบื้องต้นการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตาม
1.กรณีสถานที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ฐาน “ประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต และดำเนินกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต” ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
2.พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 ฐาน “ประกอบวิชาชีพเวชกรรม โดยไม่ได้รับอนุญาต” ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
3.พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 ฐาน
-“ขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต” ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 10,000 บาท
-“ขายยาที่ยังไม่ขึ้นทะเบียนตำรับยา” ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 5,000 บาท

