แจ้งความ 6 ครั้งแต่ไร้ผล เหยื่อเล่าทั้งน้ำตา จี้ ‘นิกร’ แก้ พ.ร.บ.อุดช่องโหว่กฎหมายความรุนแรงในครอบครัว

6.07.26 | 21:00 น.

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เครือข่ายต่อต้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศประเทศไทย กว่า 30 คน เข้าพบ นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งรัดการแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ…. โดยมีสาระสำคัญในการคุ้มครองผู้ประสบปัญหาความรุนแรงทุกกลุ่มโดยไม่เลือกปฏิบัติ และขจัดช่องว่างทางกฎหมายที่ซ้ำเติมผู้เสียหายและเปิดช่องให้ผู้กระทำผิดลอยนวล

ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท ผู้ประสานงานเครือข่ายต่อต้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศประเทศไทย กล่าวว่า เครือข่ายต่อต้านความรุนแรงฯ ได้จัดทำร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวฉบับภาคประชาชน เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่ปลายปี 2568 ขณะนี้ได้รับการบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แต่ยังต้องรอร่างกฎหมายเรื่องเดียวกันของรัฐบาลที่ยังไม่ได้ยื่นต่อสภาฯ ทางเครือข่ายฯ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งรัดกระบวนการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่สภาโดยเร็วเพื่อพิจารณาไปพร้อมกัน เนื่องจาก พ.ร.บ.ความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ยังขาดประสิทธิภาพในการคุ้มครองผู้ถูกกระทำรุนแรงในครอบครัวหลายด้าน

ดร.วราภรณ์ กล่าวต่อว่า เรายังมีความกังวลมากที่ร่างของรัฐบาลตัดคำว่า “คู่รัก” ออกจากนิยาม “บุคคลในครอบครัว” ที่พึงได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายฉบับนี้ โดยอ้างเหตุความยากในการตีความสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย เพราะปัจจุบันปัญหาความรุนแรงในคู่รักหรือแฟนนับวันยิ่งมากขึ้น และมีความรุนแรงไม่ต่างจากความรุนแรงในคู่ที่แต่งงานกัน หรือคู่ที่อยู่กินร่วมครัวเรือนเดียวกัน และมีผลกระทบร้ายแรงต่อผู้ที่ถูกทำร้ายไม่แตกต่างกัน การตัดคำว่า “คู่รัก” ออกจากกฎหมายนี้ เท่ากับว่ารัฐกำลังเลือกปฏิบัติต่อบุคคลเพราะรูปแบบความสัมพันธ์ เครือข่ายฯ จึงเสนอให้บรรจุคำว่า “คู่รัก” กลับเข้าไปในกฎหมาย และระบุให้ชัดว่าครอบคลุมทั้งคู่รักต่างเพศและเพศเดียวกัน ทั้งที่อยู่หรือไม่ได้พักอาศัยอยู่ในครัวเรือนเดียวกัน

ดร.วราภรณ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ร่างของรัฐบาลยังมีช่องว่างอื่น ๆ เช่น ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐลงความเห็นว่าผู้ถูกกระทำ “มีส่วนก่อให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว” และมีอำนาจออกคำสั่งจำกัดเสรีภาพของผู้ถูกกระทำได้ เป็นการตอกย้ำอคติในสังคมที่มองว่าความรุนแรงในครอบครัวเกิดเพราะผู้ถูกกระทำไป “ยั่วยุ” ให้เกิดความรุนแรง เสี่ยงจะเป็นการตีตรา ซ้ำเติมผู้เสียหาย และแม้ร่างรัฐบาลจะบัญญัติให้ความรุนแรงในครอบครัวเป็นความผิดที่ไม่สามารถยอมความได้ แต่ก็เปิดช่องให้มีการยุติการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดและระงับสิทธิของฝ่ายผู้เสียหายที่จะฟ้องคดีอาญาสำหรับบางความผิดที่เป็นการละเมิดกฎหมายอาญาชัดเจน ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับของภาคประชาชน ได้ระบุประเด็นต่างๆ ที่เป็นข้อกังวลเอาไว้ชัดเจน ซึ่งต้องไปถกเถียงกันในชั้นกรรมาธิการต่อไป

ด้าน คุณยุ้ย (นามสมมติ) สมาชิกเครือข่ายต่อต้านความรุนแรงฯ ซึ่งมีประสบการณ์การใช้กฎหมายความรุนแรงในครอบครัวโดยตรง กล่าวว่า ในอดีตตนเป็นผู้ประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัว เคยพยายามขอความช่วยเหลือจากกลไกของรัฐ แต่ก็พบปัญหาอุปสรรคหลายอย่าง ทำให้เข้าไม่ถึงความคุ้มครองตามกฎหมาย โดยช่วงเกิดความรุนแรงไปแจ้งความที่สถานีตำรวจถึง 6 ครั้ง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับแค่ตักเตือนสามี ไกล่เกลี่ย และให้ทำข้อตกลงว่าจะไม่ทำร้ายตนอีก แต่พอสามีเมากลับมาก็ทำร้ายตนเหมือนเดิม ขนาดพาลูกออกมาเช่าบ้านอยู่ที่อื่นยังตามมาทำร้าย ข่มขู่คุกคาม พอแจ้งตำรวจกลับบอกยังไม่เกิดความเสียหาย จึงไม่ได้ดำเนินการอะไรต่อ นอกจากนี้ ตนยังเคยยื่นคำร้องขอคำสั่งคุ้มครองสวัสดิภาพกรณีฉุกเฉินต่อศาลเยาวชนและครอบครัว ซึ่งเป็นสิทธิที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 แต่เจ้าหน้าที่ศาลระบุว่า เขาไม่เคยทำเรื่องแบบนี้และไม่มีนิติกรดำเนินการให้ เหมือนพยายามบ่ายเบี่ยงไม่ช่วยเหลือ ซ้ำยังทำบันทึกคำร้องโดยเขียนให้เหตุการณ์ดูเบาลง ทั้งที่ตนแจ้งเรื่องถูกทำร้ายบาดเจ็บและมีการขู่ฆ่า ทำให้เมื่อเรื่องไปถึงชั้นพิจารณาคำร้อง ผู้พิพากษาจึงพยายามไกล่เกลี่ยอีก โดยมองว่าเป็นเรื่องในครอบครัว และสามียอมรับผิดแล้ว น่าจะจบได้ โดยไม่ได้นึกถึงความต้องการและความปลอดภัยของตนซึ่งเป็นผู้ถูกกระทำเป็นหลัก ทำให้สุดท้ายแล้วแนวทางของศาลก็แก้ปัญหาไม่ได้ ตนยังถูกกระทำซ้ำอีก จึงหวังว่าการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้จะปิดจุดอ่อนช่องว่างเหล่านี้ด้วย

Advertisement

ด้าน นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวหลังจากรับฟังข้อเสนอของเครือข่ายต่อต้านความรุนแรงฯ ว่า ทางรัฐบาลโดยกระทรวง พม. ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว การที่รัฐบาลและภาคประชาชนต่างก็มีการจัดทำร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวฉบับใหม่ขึ้นมา ถือเป็นโอกาสที่ดีในการหารือแลกเปลี่ยนกัน ตนหวังว่าทุกฝ่ายที่เสนอกฎหมายความรุนแรงในครอบครัวจะได้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในชั้นกรรมาธิการ เพื่อช่วยกันผลักดันให้กฎหมายสามารถเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะทำให้พี่น้องประชาชนอยู่ดีมีสุขกว่าเดิม