สสจ.มหาสารคาม แจงผลตรวจพยาธิใบไม้ตับ 4 พันราย ไม่ใช่ชุดตรวจผิดพลาด ยันใช้ Urine Antigen Test Kit จาก สปสช.

7.07.26 | 11:46 น.

นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดมหาสารคามยืนยัน ผลตรวจพยาธิใบไม้ตับกว่า 4,000 ราย มาจากการใช้ Urine Antigen Test Kit ของหน่วยนวัตกรรม สปสช. ซึ่งตรวจพบเชื้อได้ไวกว่าเดิม ไม่ใช่ความผิดพลาดของชุดตรวจ เตรียมให้ยาฆ่าพยาธิและติดตามตรวจซ้ำ

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม นพ.หัสชา เนือยทอง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม (สสจ.มหาสารคาม) เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวมติชนถึงกรณีการตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งพบผู้มีผลตรวจเป็นบวกจำนวนมาก จนเกิดข้อสังเกตจากหลายฝ่ายว่าชุดตรวจที่ใช้มีความจำเพาะต่ำ อาจทำให้เกิดผลบวกลวงจำนวนมาก ว่า การตรวจครั้งนี้เป็นโครงการของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม โดย สสจ.มหาสารคามเป็นผู้ดำเนินโครงการและคัดกรองประชากรกลุ่มเสี่ยง ส่วนการตรวจใช้หน่วยนวัตกรรมที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการตรวจและเบิกจ่ายงบประมาณจาก สปสช. ไม่ใช่ชุดตรวจที่ สสจ.จัดหามาเอง

นพ.หัสชา กล่าวว่า ชุดตรวจที่ใช้เรียกว่า Urine Antigen Test Kit (Urine ATK) เป็นชุดตรวจแอนติเจนจากปัสสาวะ ลักษณะการใช้งานคล้ายชุดตรวจ ATK ของโรคโควิด-19 แต่ใช้ตรวจหาชิ้นส่วนของพยาธิใบไม้ตับ ไม่ใช่ตรวจหาไข่พยาธิ

“สมัยก่อนประเทศไทยใช้การตรวจอุจจาระ แล้วใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องหาไข่พยาธิ ซึ่งในอดีตได้ผลดี เพราะคนไทยมีจำนวนพยาธิในร่างกายค่อนข้างมาก จึงมีไข่ออกมาในอุจจาระจำนวนมาก แต่ปัจจุบันคนไทยรู้จักการรับประทานยาฆ่าพยาธิมากขึ้น จำนวนพยาธิในร่างกายลดลง ทำให้ไข่พยาธิที่ออกมาในอุจจาระลดลงตาม ส่งผลให้การตรวจแบบเดิมมีโอกาสให้ผลลบลวง (False Negative) มากขึ้น” นพ.หัสชา กล่าว

นพ.หัสชา กล่าวว่า ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นจึงพัฒนาเทคนิคการตรวจแบบใหม่ คือ การตรวจหาแอนติเจนของพยาธิในปัสสาวะ โดยแอนติเจนคือชิ้นส่วนของพยาธิ เช่น ของเสียที่พยาธิปล่อยออกมาเข้าสู่กระแสเลือด หรือชิ้นส่วนผิวหนังของพยาธิที่หลุดลอกตามธรรมชาติ ซึ่งสามารถตรวจพบได้ในปัสสาวะ ส่วนการตรวจนั้นมีกลุ่มเสี่ยงประมาณ 1 หมื่นราย พบผลเป็นบวกประมาณ 4,000 ราย

“การตรวจแอนติเจนจึงมีโอกาสตรวจพบการติดเชื้อได้มากกว่าการตรวจหาไข่ในอุจจาระ เพราะการไม่พบไข่พยาธิ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีพยาธิ แต่อาจเป็นช่วงที่พยาธิยังไม่ปล่อยไข่ หรือมีไข่ออกมาน้อยจนตรวจไม่พบ ขณะที่การตรวจแอนติเจนเป็นการตรวจหาชิ้นส่วนของพยาธิโดยตรง” นพ.หัสชา กล่าว

Advertisement

เมื่อถามว่าการตรวจในมหาสารคามครั้งนี้ใช้วิธีดังกล่าวทั้งหมดใช่หรือไม่ นพ.หัสชา กล่าวว่า ใช่ เป็นการตรวจหาแอนติเจนในปัสสาวะ ซึ่งสามารถตรวจคนจำนวนมากได้ในเวลาเดียวกัน โดยการตรวจครั้งนี้ดำเนินการไปแล้วกว่า 10,000 ราย และพบผลเป็นบวกตามตัวเลขที่เผยแพร่ไปก่อนหน้านี้คือ 4,000 กว่าราย

เมื่อถามว่าหน่วยที่ลงพื้นที่ตรวจเป็นหน่วยนวัตกรรมของ สปสช.ใช่หรือไม่ นพ.หัสชา กล่าวว่า ใช่ แต่เป็นโครงการของ สสจ.มหาสารคาม โดย สสจ.เป็นผู้คัดกรองกลุ่มเสี่ยงและประสานให้หน่วยนวัตกรรมออกหน่วยเคลื่อนที่ไปตรวจในพื้นที่

เมื่อถามว่าเคยพบอัตราการตรวจพบสูงในลักษณะนี้มาก่อนหรือไม่ นพ.หัสชา กล่าวว่า เคยพบในบางพื้นที่ที่เป็นแหล่งระบาดของโรค

เมื่อถามว่าตัวเลขที่พบในครั้งนี้สะท้อนสถานการณ์ที่น่ากังวลหรือไม่ นพ.หัสชา กล่าวว่า ถือว่าน่ากังวล เพราะที่ผ่านมาเชื่อว่าการรณรงค์ควบคุมโรคพยาธิใบไม้ตับทำให้สถานการณ์ดีขึ้น เนื่องจากผลตรวจอุจจาระพบผู้ติดเชื้อน้อยลง

“แต่เมื่อมีวิธีตรวจแบบใหม่ อาจทำให้เราต้องกลับมาทบทวนว่า ที่คิดว่าความชุกลดลงนั้น ลดลงจริงหรือไม่ ดังนั้นจึงต้องมีการศึกษายืนยันเพิ่มเติมว่า ผลบวกที่พบจากการตรวจแอนติเจนมีความถูกต้องมากน้อยเพียงใด” นพ.หัสชา กล่าว

นพ.หัสชา กล่าวว่า ขณะนี้กรมควบคุมโรคเตรียมลงพื้นที่จังหวัดมหาสารคามเพื่อตรวจสอบข้อมูลและศึกษาสถานการณ์เพิ่มเติม แต่ยังไม่ได้กำหนดวันลงพื้นที่อย่างเป็นทางการ โดยเป็นการลงพื้นที่เพื่อยืนยันข้อมูล เนื่องจากประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจจากสังคม

เมื่อถามว่าการตรวจพบแอนติเจนของพยาธิใบไม้ตับจำนวนมาก หมายความว่ากำลังเกิดการระบาดหรือไม่ นพ.หัสชา กล่าวว่า ผู้ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับส่วนใหญ่ไม่มีอาการ หากมีอาการก็มักเป็นเพียงอาการจุกแน่นท้อง ซึ่งไม่สามารถระบุได้ว่าเกิดจากพยาธิโดยตรง อย่างไรก็ตาม หากปล่อยให้ติดเชื้อเป็นเวลานานหลายสิบปี จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งท่อน้ำดี ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) รับรองแล้วว่าพยาธิใบไม้ตับเป็นสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็งท่อน้ำดี ดังนั้น การตรวจค้นหาผู้ติดเชื้อจำนวนมากจึงมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ติดเชื้อได้รับการรักษา ก่อนพัฒนาไปสู่โรคร้ายแรง

เมื่อถามว่าหลังจากโครงการนี้จะมีการตรวจในพื้นที่อื่นต่อหรือไม่ นพ.หัสชา กล่าวว่า โครงการตรวจยังดำเนินต่อทั่วจังหวัดมหาสารคาม และเป็นการตรวจประชากรกลุ่มเสี่ยงทั่วจังหวัด ส่วนในภาพรวมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็มีการดำเนินโครงการในหลายจังหวัดเช่นกัน

เมื่อถามว่าจะใช้การตรวจแบบ Urine ATK ต่อเนื่องหรือไม่ นพ.หัสชา กล่าวว่า เดิมประเทศไทยใช้การตรวจอุจจาระเป็นหลัก เพราะมีต้นทุนต่ำกว่า แต่เมื่อได้รับงบประมาณจาก สปสช.จึงสามารถนำชุดตรวจแอนติเจนมาใช้ได้ ซึ่งแม้จะมีต้นทุนสูงกว่า แต่เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่มีประสิทธิภาพในการค้นหาผู้ติดเชื้อมากขึ้น ขณะที่ระบบปกติของกระทรวงสาธารณสุขยังคงใช้การตรวจอุจจาระเป็นมาตรฐาน เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า

เมื่อถามว่าหลังจากนี้จำเป็นต้องตรวจอุจจาระซ้ำในเด็กที่ตรวจพบแอนติเจนหรือไม่ นพ.หัสชา กล่าวว่า ตามแนวทางมาตรฐานของกรมควบคุมโรคยังคงใช้การตรวจอุจจาระเป็นหลัก แต่ในทางวิชาการ การตรวจปัสสาวะได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะเก็บตัวอย่างได้สะดวก เด็กสามารถเก็บปัสสาวะส่งตรวจได้ทันที ต่างจากการเก็บอุจจาระที่ทำได้ยากกว่า อีกทั้งยังสามารถตรวจคนจำนวนมากพร้อมกันได้ โดยไม่ต้องใช้เจ้าหน้าที่นั่งตรวจตัวอย่างผ่านกล้องจุลทรรศน์ทีละราย

เมื่อถามว่าประชาชนกว่า 4,000 รายที่ตรวจพบผลบวกต้องดำเนินการอย่างไรต่อ นพ.หัสชา กล่าวว่า ผู้ที่ตรวจพบผลบวกทุกรายจะได้รับยาฆ่าพยาธิ และจะเข้าสู่ระบบติดตาม โดยตามแนวทางจะตรวจซ้ำภายในประมาณ 8 สัปดาห์ เพื่อตรวจว่าพยาธิหมดหรือไม่ แต่หากเป็นการติดตามในประชากรจำนวนมาก อาจพิจารณาเลื่อนการตรวจซ้ำเป็น 6 เดือนหรือ 1 ปี ตามความเหมาะสม หากยังพบการติดเชื้อก็จะให้ยาฆ่าพยาธิซ้ำ

เมื่อถามว่าผู้ที่ตรวจพบผลบวกทั้งหมดจะอยู่ในระบบติดตามใช่หรือไม่ นพ.หัสชา กล่าวว่า ใช่ ผู้ที่ตรวจพบผลบวกทุกรายจะถูกติดตามเพื่อตรวจซ้ำตามแนวทาง

เมื่อถามว่า การดำเนินโครงการครั้งนี้ช่วยให้เห็นสถานการณ์ที่แท้จริงของโรคหรือไม่ นพ.หัสชา กล่าวว่า ประชาชนจำนวนมากไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ บางคนคาดว่าตนเองมีความเสี่ยงก็ซื้อยาฆ่าพยาธิมารับประทานเองโดยไม่เคยตรวจ ดังนั้น สิ่งที่ต้องการทราบจากโครงการนี้คือ “ความชุกที่แท้จริง” ของโรคในประเทศไทย เพื่อนำข้อมูลไปใช้วางแผนควบคุมโรคในอนาคต

เมื่อถามว่ายาที่ใช้รักษาผู้ติดเชื้อคือยาอะไร นพ.หัสชา กล่าวว่า เป็นยา Praziquantel (พราซิควอนเทล) ซึ่งเป็นยามาตรฐานในการรักษาพยาธิใบไม้ตับ

เมื่อถามว่าจังหวัดมหาสารคามถือเป็นพื้นที่ที่พบผู้ติดเชื้อสูงเมื่อเทียบกับประเทศหรือไม่ นพ.หัสชา กล่าวว่า จังหวัดมหาสารคามถือเป็นหนึ่งในจังหวัดที่พบการติดเชื้อในระดับสูงของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากภาคอีสานเป็นพื้นที่ที่พบพยาธิใบไม้ตับอยู่แล้ว ประกอบกับวัฒนธรรมการบริโภคอาหารบางประเภท และสภาพแวดล้อมตามแหล่งน้ำธรรมชาติที่เอื้อต่อวงจรชีวิตของพยาธิ ทำให้พบการติดเชื้อได้มากกว่าหลายภูมิภาคของประเทศ