เปิดโผชิงบอร์ดประกันสังคม 2569 ถอดรหัส 4 ขั้วผู้สมัคร อาสาดูแลกองทุน 2.8 ล้านล้านบาท
การเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ปี 2569 ไม่ใช่เพียงการเลือกผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนและฝ่ายนายจ้างเข้าไปกำหนดนโยบายของสำนักงานประกันสังคม แต่ยังเป็นการชิงอำนาจบริหาร กองทุนประกันสังคมมูลค่ากว่า 2.8 ล้านล้านบาท กองทุนขนาดใหญ่ที่ดูแลผู้ประกันตนกว่า 24 ล้านคนทั่วประเทศ
หากการเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อปี 2566 ถูกจารึกว่าเป็นการเปิดประวัติศาสตร์ให้ผู้ประกันตนได้ใช้สิทธิเลือกผู้แทนของตัวเองเป็นครั้งแรก การเลือกตั้งปี 2569 คือบทพิสูจน์ว่า ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ใครสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกันตนได้มากที่สุด หลังเกิดทั้งกระแสเรียกร้องให้ปฏิรูประบบ การตรวจสอบการลงทุนของกองทุน และการถกเถียงเรื่องสิทธิประโยชน์อย่างต่อเนื่อง
เมื่อสำรวจผู้สมัครทั้งหมด จะพบว่าศึกครั้งนี้แบ่งออกเป็น 4 ขั้วการเมืองหลักในฝั่งผู้ประกันตน ขณะที่ สนามฝ่ายนายจ้าง ก็เป็นอีกสมรภูมิที่มีการแข่งขันระหว่างเครือข่ายเดิมกับผู้ท้าชิงหน้าใหม่อย่างเข้มข้น
สนามใหญ่ฝ่ายผู้ประกันตน
ขั้วแรก “บ้านใหญ่บอร์ดเดิม” คือ ทีมประกันสังคมชัดเจน นำโดย จตุรงค์ ไพรสิงห์ อดีตประธานคณะกรรมการประกันสังคม และหนึ่งในกรรมการผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน 7 คน ที่ได้รับเลือกตั้งเมื่อปี 2566 โดยไม่ได้มาจากทีมประกันสังคมก้าวหน้า
การเลือกตั้งครั้งนี้ จตุรงค์กลับมาพร้อมทีมประกันสังคมชัดเจน ส่งผู้สมัครฝ่ายผู้ประกันตนครบ 7 คน ใช้หมายเลข 4, 5, 6, 7, 8, 9 และ 22 พร้อมชูนโยบาย “เงินชัด สิทธิชัด บำนาญชัด” โดยใช้ผลงานจากการทำหน้าที่ในบอร์ดชุดที่ผ่านมาเป็นจุดขาย ทั้งการบริหารกองทุน การผลักดันสิทธิประโยชน์ และความต่อเนื่องของนโยบาย
คำถามสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ ทีมประกันสังคมชัดเจนจะสามารถรักษาฐานเสียงและส่งผู้สมัครกลับเข้าสู่บอร์ดได้มากน้อยเพียงใด ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นกว่าการเลือกตั้งครั้งแรก
ขั้วที่สอง “สายปฏิรูป” ยังคงนำโดย ทีมประกันสังคมก้าวหน้า ของ ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี ซึ่งกลับมาป้องกันฐานเสียงด้วยผู้สมัครหมายเลข 41-47 พร้อมย้ำแนวคิดปฏิรูปประกันสังคม ทั้งการเปิดเผยข้อมูลการลงทุน เพิ่มความโปร่งใส ขยายสิทธิประโยชน์ และผลักดันให้ผู้ประกันตนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย
การเลือกตั้งครั้งนี้ ทีมประกันสังคมก้าวหน้ายังขยายยุทธศาสตร์ด้วยการเปิดตัวผู้สมัครฝ่ายนายจ้างครบ 7 คน แม้ยังอยู่ระหว่างการรับรองหมายเลขเลือกตั้ง สะท้อนความตั้งใจที่จะผลักดันแนวคิดปฏิรูปผ่านตัวแทนทั้งสองฝ่ายของคณะกรรมการ
อีกด้านหนึ่งของกลุ่มปฏิรูป คือ นสพ.บูรณ์ อารยพล หรือ หมอบูรณ์ ผู้สมัครหมายเลข 2 แกนนำกลุ่ม “ขอคืนไม่ได้ขอทาน” ที่ตัดสินใจลงสมัครเพียงคนเดียว โดยประกาศชัดว่าต้องการเข้าไปผลักดัน 4 นโยบายหลัก ได้แก่ ยกเลิกสูตร CARE และยืนยันใช้สูตรแยกส่วนคำนวณเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ประกันตนมาตรา 33 เมื่อเปลี่ยนเป็นมาตรา 39, แนวคิด Best 60 Months ใช้ฐานเงินเดือน 60 เดือนที่ดีที่สุดคำนวณบำนาญ, ผลักดันกฎหมายสำคัญ 3 เรื่อง และนโยบาย Open SSO ถ่ายทอดสดการประชุมบอร์ดเพื่อเปิดเผยข้อมูลการบริหารกองทุน
การลงสนามของหมอบูรณ์จึงกลายเป็นอีกตัวแปรที่น่าจับตา เพราะแม้จะมีจุดยืนปฏิรูปเช่นเดียวกับหลายกลุ่ม แต่กลับมีข้อเสนอที่แตกต่างจากทีมประกันสังคมก้าวหน้า โดยเฉพาะประเด็น สูตร CARE ที่มีมุมมองไม่ตรงกัน
อย่างไรก็ตาม โจทย์ใหญ่ของหมอบูรณ์คือ การลงแข่งขันเพียงคนเดียวในสนามที่ผู้สมัครส่วนใหญ่ลงกันเป็นทีม 7 คน มีเครือข่ายหาเสียงและกลไกสนับสนุนครบถ้วน ทำให้ต้องจับตาว่า “หัวเดียวกระเทียมลีบ” จะสามารถฝ่าด่านการแข่งขันครั้งนี้ได้หรือไม่
ขั้วที่สาม “บ้านใหญ่แรงงาน” คือ กลุ่มพลังแรงงาน นำโดย พนัส ไทยล้วน ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย และอดีตกรรมการประกันสังคม 8 สมัย ที่ประกาศกลับมาทวงคืนพื้นที่ในบอร์ดประกันสังคมอีกครั้ง
ตลอดช่วงก่อนเปิดรับสมัคร พนัสแสดงจุดยืนทางการเมืองของสนามเลือกตั้งอย่างชัดเจน ทั้งการจัดทำปฏิทินหาเสียง การเคลื่อนไหวในกิจกรรมวันแรงงานแห่งชาติ และการประกาศบนเวทีว่า
“ถ้าลูกน้องผมลงคะแนนหมด ทุกสภาแรงงานลงทะเบียนเลือกตั้งหมด ผมชนะน็อกแน่นอน… แค่คนที่รับปฏิทินไปมาเลือกผมสัก 10% มันก็ตายกันหมดแล้ว”
คำประกาศดังกล่าวสะท้อนความมั่นใจในฐานเสียงของเครือข่ายแรงงาน และยังสะท้อนการแข่งขันกับทีมประกันสังคมก้าวหน้าอย่างชัดเจน แม้ในบอร์ดประกันสังคมชุดปัจจุบัน พนัสจะไม่ได้ดำรงตำแหน่งกรรมการก็ตาม
การกลับมาครั้งนี้จึงเป็นบทพิสูจน์ว่า “บ้านใหญ่แรงงาน” ที่เคยมีบทบาทมายาวนาน จะสามารถระดมคะแนนจากเครือข่ายสหภาพแรงงานทั่วประเทศกลับคืนมาได้มากน้อยเพียงใด
ขั้วที่สี่ “ผู้ท้าชิงหน้าใหม่” คือ ทีมเคลียร์ประกันสังคม ซึ่งส่งผู้สมัครหมายเลข 15, 17, 18, 19, 20, 23 และ 24 พร้อมเสนอแนวคิดนอกกรอบเดิม ทั้งการปรับระบบประกันสังคมให้มีลักษณะคล้ายประกันชีวิต เพิ่มทางเลือกด้านสิทธิประโยชน์ ยกระดับการบริหารสำนักงานประกันสังคม และแนวคิด “หวยประกันสังคม” เพื่อสร้างรายได้ใหม่เข้าสู่กองทุน
สนามฝ่ายนายจ้าง
เป็นอีกสมรภูมิที่น่าจับตาไม่แพ้กัน เพราะเป็นการเผชิญหน้าระหว่างผู้เล่นจากบอร์ดชุดปัจจุบันกับผู้ท้าชิงรายใหม่ และเป็นครั้งแรกที่หลายเครือข่ายการเมืองในประกันสังคมขยายฐานจากฝั่งผู้ประกันตนมาสู่ฝั่งนายจ้างอย่างจริงจัง
ทีมประกันสังคมก้าวหน้า เปิดตัวผู้สมัครฝ่ายนายจ้างครบ 7 คน เพื่อผลักดันแนวคิดปฏิรูปผ่านทั้งสองฟากของคณะกรรมการ แม้ในช่วงนี้ยังอยู่ระหว่างกระบวนการรับรองหมายเลขเลือกตั้ง แต่การส่งผู้สมัครครบทีมสะท้อนเป้าหมายที่จะมีบทบาทในสนามนายจ้างอย่างเต็มตัว
อีกฟากหนึ่ง ทีมพัฒนาประกันสังคม (SSD) นำโดย ดร.ทวีเกียรติ รองสวัสดิ์ กรรมการประกันสังคมฝ่ายนายจ้างชุดปัจจุบัน ตัดสินใจกลับมาลงสมัครอีกครั้ง พร้อมนำทีมผู้สมัครครบ 7 คน ลงป้องกันฐานเสียงของฝ่ายนายจ้าง
ดร.ทวีเกียรติถือเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของบอร์ดประกันสังคมชุดที่ผ่านมา โดยมีบทบาทในหลายประเด็นสำคัญ ทั้งการบริหารกองทุน การลงทุน และการกำหนดทิศทางของฝ่ายนายจ้าง อีกทั้งยังมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและโต้แย้งกับตัวแทนทีมประกันสังคมก้าวหน้าในหลายประเด็นตลอดวาระที่ผ่านมา ทำให้การกลับมาลงสนามครั้งนี้ถูกจับตาในฐานะคู่แข่งสำคัญของฝ่ายปฏิรูป
ขณะเดียวกัน ยังมี ดร.ศุภานัน ปลอดเหตุ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการค่าจ้าง และลงสมัครในนาม สภาองค์การนายจ้างการเกษตร ธุรกิจ อุตสาหกรรมไทย (สภา 8) โดยถูกจับตาว่าเป็นผู้เข้ามาสานต่อบทบาทของ นายสุวิทย์ ศรีเพียร รักษาการกรรมการประกันสังคมฝ่ายนายจ้าง ซึ่งไม่ได้กลับมาลงสมัครในครั้งนี้ พร้อมชูนโยบายเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนของกองทุน สร้างความโปร่งใส และสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองผู้ประกันตนกับการส่งเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการ
ศึกเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันของผู้สมัครแต่ละคน หากแต่เป็นการวัดพลังของแต่ละเครือข่าย ว่าใครจะได้รับความไว้วางใจจากผู้ประกันตนและนายจ้าง ให้เข้าไปกำหนดอนาคตของกองทุนประกันสังคมมูลค่ากว่า 2.8 ล้านล้านบาท และเป็นผู้กำหนดทิศทางสิทธิประโยชน์ของแรงงานไทยในอีกวาระข้างหน้า



