สธ.แจงปมตรวจพยาธิใบไม้ตับในนิสิต แค่การตรวจคัดกรองกลุ่มเสี่ยง ชี้ ‘ไม่ใช่วิกฤต’ แต่เป็นโอกาส ปลุกสังคมตื่นตัวเลิกกินดิบ

10.07.26 | 17:13 น.

สธ.แจงปมตรวจพยาธิใบไม้ตับในนิสิต แค่การตรวจคัดกรองกลุ่มเสี่ยง ต้องตรวจซ้ำ ชี้ ‘ไม่ใช่วิกฤต’ แต่เป็นโอกาส ปลุกสังคมตื่นตัวเลิกกินดิบก่อนเสี่ยงมะเร็งท่อน้ำดี

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 10 กรกฎาคม ที่สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือข่ายหน่วยงานด้านสาธารณสุข นำโดย สวรส. กรมควบคุมโรค และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในฐานะหน่วยงานด้านวิชาการที่ร่วมกันขับเคลื่อนนโยบาย “ประเทศไทยปลอดโรคพยาธิใบไม้ตับ ไม่ตายจากมะเร็งท่อน้ำดี” ร่วมแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริง สืบเนื่องจากกระแสข่าวกรณีผลการคัดกรองนิสิตใหม่ปีการศึกษา 2569 ใน จ.มหาสารคาม พบอัตราการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับจำนวน ที่ค่อนข้างสูง โดยมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) พบผู้ติดเชื้อกว่า 4,200 คน คิดเป็น 33% มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม (มรม.) พบ 380 คน คิดเป็น 19%

โดยมี นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการ สวรส., นพ.ยงเจือ เหล่าศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค, นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร ผู้บริหารแผนงานเป้าหมายสำคัญ “ประเทศไทยปลอดโรคพยาธิใบไม้ตับ ไม่ตายจากมะเร็งท่อน้ำดี” สวรส., น.ส.ปุไรรัตน์ พรหมใจ ผู้จัดการงานวิจัย สวรส., รศ.วัชรินทร์ ลอยลม รักษาการผู้อำนวยการสถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี มข., ผศ.นพ.อรรคพล ติตะปัญ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์มะเร็งท่อน้ำดี มข. ร่วมชี้แจงสถานการณ์ ยืนยันข้อเท็จจริงทางวิชาการ พร้อมให้แนวทางเฝ้าระวัง ป้องกันโรค และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน เพื่อลดความตื่นตระหนกจากข้อมูลข่าวสารที่คลาดเคลื่อน

นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า ประเทศไทยยังเผชิญกับปัญหาโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตลำดับต้นๆ ของประชาชนไทย ปีละประมาณ 15,000-20,000 ราย โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่พบผู้เสียชีวิตจากมะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ำดี สูงถึง 6,500 คนต่อปี สูญเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาต่อปีถึง 13,500 ล้านบาท และปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อโรคพยาธิใบไม้ตับ ไม่น้อยกว่า 6 ล้านคน ที่อาจจะพัฒนาไปเป็นโรคมะเร็งท่อน้ำดีได้ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการสูญเสียชีวิตและค่าใช้จ่ายอีกจำนวนมหาศาล

“เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เคยมีการลงพื้นที่ตรวจในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขตสุขภาพที่ 7 คือ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ซึ่งพบว่ามีอัตราการติดเชื้ออยู่ที่ประมาณ 36% สะท้อนว่า ปัญหาดังกล่าวยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีที่มีรายงานว่านักศึกษา มมส. ติดเชื้อ 33% จึงไม่ถือเป็นตัวเลขที่น่าประหลาดใจ” นพ.ศุภกิจ กล่าว

นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า ประเด็นที่น่ากังวล คือ การที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ยังคงมีพฤติกรรมบริโภคอาหารดิบ โดยเฉพาะปลาดิบ ซึ่งสวนทางกับความเข้าใจด้านสุขภาพที่ควรจะเพิ่มขึ้นตามยุคสมัย ซึ่งส่วนหนึ่งอาจได้รับอิทธิพลจากกระแสสังคมและสื่อออนไลน์ รวมถึงการนำเสนอของบุคคลสาธารณะ หรืออินฟลูเอนเซอร์ ที่นิยมบริโภคอาหารดิบ ส่งผลให้พฤติกรรมดังกล่าวยังคงแพร่หลายในสังคม ปัญหานี้ไม่สามารถปล่อยทิ้งไว้ได้ เนื่องจากมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการเกิดโรคมะเร็งท่อน้ำดีในระยะยาว

Advertisement

“ถ้าเทียบกับในอดีตเราไม่มีเครื่องมือที่ไวขนาดนี้ ฉะนั้น ในตัวเลขที่พบ เราไม่ได้แฮปปี้ เพราะเราไม่ได้อยากให้คนเป็นมะเร็งเลย แต่ในมุมของผมนั้นมองว่าเป็นเรื่องดี ที่จะทำให้ผู้คนกลับมาสนใจและคึกคักมากขึ้น ไม่ได้มองว่าเป็นวิกฤตแต่มองว่าเป็นโอกาส ในการที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ต่อไป” นพ.ศุภกิจ กล่าว

นพ.ศุภกิจ กล่าวต่อไปว่า สถานการณ์การติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับในประเทศไทยขณะนี้ ยังไม่สามารถวางใจได้ แม้ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ซึ่งควรมีความรู้และวิจารณญาณในการเลือกบริโภคอาหาร ก็ยังพบพฤติกรรมการกินอาหารดิบอยู่ สะท้อนว่าปัญหายังคงมีอยู่จริงในสังคม

“จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้ประกอบการร้านอาหาร โดยเฉพาะปลาร้า หรือปลาน้ำจืดที่ไม่ได้ผ่านการต้มสุก ควรปรับเปลี่ยนวิธีการปรุงให้ปลอดภัยมากขึ้น ขณะที่อินฟลูเอนเซอร์หรือผู้มีอิทธิพลทางสื่อก็ควรมีบทบาทในการสื่อสารที่เหมาะสม ไม่ส่งเสริมพฤติกรรมเสี่ยง รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมอนามัย ควรเข้ามากำกับและให้คำแนะนำด้านสุขาภิบาลอาหาร เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ให้หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น“ นพ.ศุภกิจ กล่าวและว่า เตือนให้สังคมใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสารในโลกออนไลน์ หลังพบว่ามีการแสดงความคิดเห็นหรือข้อมูลที่หลากหลายจนสร้างความสับสน โดยย้ำว่าทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหา เพื่อให้สังคมไทยปลอดภัยจากโรคดังกล่าวมากยิ่งขึ้น

ด้าน นพ.ยงเจือ กล่าวว่า ปัจจุบันแนวทางหลักในการวินิจฉัยการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับยังคงยึดตามองค์การอนามัยโลก โดยใช้การตรวจอุจจาระเป็นมาตรฐาน แม้จะมีนวัตกรรมการตรวจรูปแบบใหม่เกิดขึ้นแล้วก็ตาม ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในระยะการวิจัยและพัฒนา จึงยังไม่สามารถนำมาใช้แทนแนวทางหลักได้

“ในกรณีการตรวจคัดกรองนักศึกษาจำนวนมากที่มีผลบวกนั้น เป็นเพียงการคัดกรองความเสี่ยง ยังไม่ถือว่าเป็นการวินิจฉัยโรค จำเป็นต้องนำมาตรวจยืนยันซ้ำด้วยวิธีมาตรฐานก่อน หากพบว่าติดเชื้อจริงจึงจะเข้าสู่กระบวนการรักษาด้วยยาถ่ายพยาธิ ซึ่งเป็นยาที่มีความปลอดภัย ราคาไม่แพง และต้องจ่ายโดยเภสัชกร” นพ.ยงเจือ กล่าว

นพ.ยงเจือ กล่าวว่า แนวทางขององค์การอนามัยโลกยังใช้ข้อมูลอัตราการติดเชื้อในพื้นที่เป็นเกณฑ์ หากพบการติดเชื้อเกิน 20% สามารถใช้วิธีจ่ายยาให้ประชาชนทั้งกลุ่ม (Mass Drug Administration) ได้โดยไม่จำเป็นต้องตรวจทุกราย เนื่องจากยามีความปลอดภัยในระดับหนึ่ง วิธีการป้องกันมะเร็งท่อน้ำในอนาคตดีที่ดีที่สุด ไม่ใช่การกินยาถ่ายพยาธิ แต่เป็นการไม่นำพยาธิเข้าไปสู่ร่างกาย

“ขอย้ำว่า การกินยาถ่ายพยาธิไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะแม้จะกำจัดพยาธิได้ แต่หากยังกลับไปบริโภคปลาดิบซ้ำ หรือแม้กระทั่งอาหารดิบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น ผักสด แซลมอนดอง กุ้งดอง ก็ยังคงมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ และเสี่ยงต่อมะเร็งท่อน้ำดีในระยะยาว เนื่องจากการติดเชื้อจะก่อให้เกิดการอักเสบสะสมในท่อน้ำดี ดังนั้น เป้าหมายสำคัญของการดำเนินงานไม่ใช่เพียงการรักษาพยาธิใบไม้ตับ แต่คือ ‘การป้องกันมะเร็งท่อน้ำดี’ ในอนาคต โดยต้องควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค หลีกเลี่ยงอาหารดิบ และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน เพื่อลดความเสี่ยงในระยะยาว” นพ.ยงเจือ กล่าว