‘อย่าถามซ้ำว่าไฟลุกจากไหน’ โฆษก สธ.เตือนเสี่ยง ‘ภาวะแฟลชแบ็ก’ เหยื่อเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว

13.07.26 | 10:26 น.

‘อย่าถามซ้ำว่าไฟลุกจากไหน’ โฆษก สธ.เตือนเสี่ยง ‘ภาวะแฟลชแบ็ก’ เหยื่อเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงการดูแลด้านสุขภาพจิตผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุเพลิงไหม้ร้าน “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” ใกล้ซอยลาดพร้าว 1 ว่า กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมส่งทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจ (MCATT) ลงพื้นที่ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างประเมินจำนวนทีมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เนื่องจากต้องกระจายกำลังดูแลหลายจุด ทั้งโรงพยาบาลที่รับผู้บาดเจ็บ จุดที่ญาติรอรับข้อมูล และพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โดยการดูแลด้านจิตใจจะต้องแบ่งกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบตามระดับความใกล้ชิดกับเหตุการณ์ โดยกลุ่มแรกคือครอบครัวผู้เสียชีวิต รองลงมาคือครอบครัวและผู้ได้รับบาดเจ็บ จากนั้นจึงเป็นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์หรือเห็นเหตุการณ์ ซึ่งแต่ละกลุ่มต้องได้รับการช่วยเหลือที่แตกต่างกัน เช่นเดียวกับการรับมือเหตุอุบัติภัยร้ายแรงที่ผ่านมา

ดร.นพ.วรตม์ กล่าวว่า กรณีที่มีประชาชนจำนวนมากประกาศตามหาญาติหรือเพื่อนที่ยังติดต่อไม่ได้ แนะนำให้ติดตามข้อมูลจากช่องทางทางการเพียงช่องทางเดียว และไม่ควรตื่นตระหนกหรือเชื่อข่าวลือ เพราะในเหตุการณ์ลักษณะนี้ ผู้ประสบเหตุหลายรายอาจทำโทรศัพท์มือถือสูญหาย หรืออยู่ระหว่างเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ทำให้ไม่สามารถติดต่อครอบครัวได้ทันที จึงขอให้รอการยืนยันข้อมูลจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ และยังไม่ควรหมดหวัง เพราะยังมีผู้ประสบเหตุหลายคนที่สามารถหลบหนีออกมาได้อย่างปลอดภัย แม้จะสูญเสียทรัพย์สินก็ตาม

สำหรับการให้กำลังใจผู้รอดชีวิต ดร.นพ.วรตม์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการรับฟังและให้เวลา ไม่จำเป็นต้องเร่งให้ผู้ประสบเหตุเล่ารายละเอียด หากเจ้าตัวยังไม่พร้อม ควรใช้คำพูดในลักษณะว่า “ตอนนี้รู้สึกอย่างไร” หรือ “หากพร้อมเมื่อไรก็สามารถมาเล่าให้ฟังได้” มากกว่าการซักถามรายละเอียดเหตุการณ์ทันที

“การไปถามซ้ำๆ ว่าไฟลุกจากตรงไหน หนีออกมาอย่างไร หรือมีใครได้รับบาดเจ็บบ้าง อาจทำให้ผู้ประสบเหตุเกิดภาวะ Flashback หรือการย้อนกลับไปเห็นภาพเหตุการณ์ซ้ำ ส่งผลให้เกิดความหวาดกลัวและกระทบต่อสภาพจิตใจมากยิ่งขึ้น” ดร.นพ.วรตม์ กล่าว

โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ยังกล่าวถึงกระแสในสังคมที่มีการตำหนิผู้ที่เข้าไปใช้บริการในสถานที่เกิดเหตุว่า ไม่ควรกล่าวโทษผู้ประสบเหตุ เพราะไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ และการเข้าใช้บริการในสถานประกอบการที่เปิดให้บริการตามปกติ ไม่ใช่ความผิดของผู้บริโภค สิ่งที่สังคมควรให้ความสำคัญคือการค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของเพลิงไหม้ และการถอดบทเรียนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย เหมือนเหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิงในอดีต เช่น ซานติก้าผับ และเมาน์เทน บี

Advertisement

“ประเทศไทยยังมีร้านอาหารและสถานบันเทิงอีกจำนวนมาก สิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรให้ประชาชนมั่นใจว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นได้น้อยที่สุด หากไม่ถอดบทเรียนอย่างจริงจัง ก็จะกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและผู้ประกอบการในระยะยาว” ดร.นพ.วรตม์ กล่าว

ดร.นพ.วรตม์ กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขอยู่ระหว่างประสานการทำงานร่วมกับสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร โดยมีโรงพยาบาลศรีธัญญา โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ศูนย์สุขภาพจิตที่ 13 รวมถึงสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ และโรงพยาบาลราชานุกูล เตรียมทีมบุคลากรเพื่อให้การเยียวยาด้านสุขภาพจิต ทั้งผู้ใหญ่ เด็ก และครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบ โดยจะประเมินจำนวนกำลังเจ้าหน้าที่ตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง