บทเรียนช่องว่างกฎหมาย เปิดทาง ‘ร้านอาหาร’ แปลงร่างเป็นกึ่งผับ เรียกร้องรัฐเร่งอุดรอยรั่ว ป้องกันโศกนาฏกรรมซ้ำ

13.07.26 | 11:25 น.

บทเรียนช่องว่างกฎหมาย เปิดทาง ‘ร้านอาหาร’ แปลงร่างเป็นกึ่งผับ เรียกร้องรัฐเร่งอุดรอยรั่ว ป้องกันโศกนาฏกรรมซ้ำ

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม นายธีระ วัชรปราณี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเหตุเพลิงไหม้ร้าน “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” ใกล้ซอยลาดพร้าว 1 ว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นช่องว่างของกฎหมายที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการบางส่วนดำเนินกิจการในลักษณะ “สถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการ” โดยใช้ใบอนุญาตร้านอาหาร แต่มีรูปแบบการให้บริการใกล้เคียงกับผับหรือสถานบันเทิง ทั้งการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การแสดงดนตรีสด และรองรับผู้ใช้บริการจำนวนมาก ซึ่งทำให้มาตรฐานด้านความปลอดภัยแตกต่างจากสถานบริการที่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติสถานบริการ

เมื่อถามว่าช่องว่างของกฎหมายเกิดขึ้นอย่างไร นายธีระ กล่าวว่า ประเทศไทยมีช่องว่างระหว่างการประกอบกิจการร้านอาหารทั่วไปกับสถานบริการตามพระราชบัญญัติสถานบริการ เนื่องจากสถานบริการต้องอยู่ในพื้นที่ที่กำหนด (โซนนิ่ง) และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขด้านอาคาร ความปลอดภัย ทางหนีไฟ การควบคุมเสียง และข้อกำหนดอื่น ๆ ที่เข้มงวดกว่า ขณะที่ร้านอาหารสามารถขออนุญาตเปิดกิจการและขออนุญาตใช้เสียงหรือจัดดนตรีสดได้ แม้จะไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายสถานบริการโดยตรง

นายธีระ กล่าวว่า สำหรับสถานบริการตามกฎหมายสามารถจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ตามเวลาที่กำหนด โดยบางพื้นที่ในกรุงเทพมหานครได้รับอนุญาตให้ขยายเวลาเปิดบริการได้ถึงเวลา 04.00 น. แต่หากเป็นร้านอาหาร สามารถจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ถึงเวลา 24.00 น. และให้ลูกค้านั่งต่อได้อีกไม่เกิน 1 ชั่วโมงตามมาตรการที่ภาครัฐกำหนด ดังนั้นจึงเกิดคำถามว่าร้านอาหารบางแห่งที่มีลักษณะคล้ายผับ แต่ไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายสถานบริการ ได้รับการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยเพียงพอหรือไม่

เมื่อถามว่าเหตุใดผู้ประกอบการจำนวนมากจึงเลือกใช้ใบอนุญาตร้านอาหาร นายธีระ กล่าวว่า สาเหตุสำคัญมาจากข้อจำกัดของกฎหมายสถานบริการที่กำหนดให้เปิดได้เฉพาะพื้นที่โซนนิ่ง ซึ่งมีจำนวนจำกัด เช่น ย่านอาร์ซีเอ รัชดาภิเษก เอกมัย และพื้นที่ที่กฎหมายกำหนด เมื่อเมืองขยายตัว ผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งจึงเลือกเปิดเป็นร้านอาหารและใช้ช่องว่างของกฎหมายพัฒนารูปแบบการให้บริการจนมีลักษณะคล้ายสถานบริการ โดยภาครัฐมักมองว่าเป็นเพียงร้านอาหาร ทำให้มาตรฐานด้านความปลอดภัยบางประการไม่เข้มงวดเท่ากับสถานบริการ

เมื่อถามว่าร้านลักษณะดังกล่าวมีจำนวนมากหรือไม่ นายธีระ กล่าวว่า แม้จะไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน แต่เชื่อว่ามีอยู่เป็น “หลักพันแห่ง” โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นผลจากการใช้ช่องว่างของกฎหมายในการดำเนินธุรกิจ

Advertisement

เมื่อถามว่าหากร้านไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นสถานบริการ ผู้เสียหายจะยังได้รับการเยียวยาหรือไม่ นายธีระ กล่าวว่า ในส่วนของการเยียวยาผู้ประสบเหตุจากภาครัฐยังคงได้รับการช่วยเหลือตามมาตรการที่เกี่ยวข้องกับเหตุเพลิงไหม้ ส่วนเจ้าของสถานประกอบการอาจมีการทำประกันภัยความรับผิดหรือประกันความเสียหายไว้ ซึ่งต้องรอการตรวจสอบรายละเอียดต่อไป

เมื่อถามว่าความแตกต่างของมาตรฐานร้านอาหารกับสถานบริการอยู่ตรงไหน นายธีระ กล่าวว่า หากเปิดเป็นร้านอาหาร กฎหมายจะเน้นเรื่องสุขลักษณะ การจัดการสิ่งแวดล้อม การกำหนดพื้นที่สูบบุหรี่ และมาตรฐานด้านสาธารณสุขเป็นหลัก ขณะที่สถานบริการจะมีข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของอาคาร ทางหนีไฟ ระบบรองรับผู้ใช้บริการ และมาตรการป้องกันอุบัติภัยที่ชัดเจนกว่า เนื่องจากเป็นสถานที่ที่มีการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และมีผู้ใช้บริการจำนวนมาก

นายธีระ กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่ากฎหมายควรได้รับการทบทวนอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการกำกับดูแล “สถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการ” ให้มีมาตรฐานด้านความปลอดภัยใกล้เคียงกับสถานบริการ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย พร้อมระบุว่า เท่าที่ทราบ กระทรวงมหาดไทยอยู่ระหว่างพิจารณาแก้ไขกฎหมายสถานบริการ แต่ยังมีข้อกังวลว่าการปรับแก้จะมุ่งเน้นเพียงการเปลี่ยนอำนาจการออกใบอนุญาตไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยยังไม่ตอบโจทย์การควบคุมกิจการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการ รวมถึงอาจส่งผลให้ประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลดลง หากไม่มีมาตรการกำกับดูแลที่ชัดเจน

“โซนนิ่งมีประโยชน์ เพราะทำให้รัฐสามารถควบคุมสถานที่ เวลาการเปิดให้บริการ และมาตรการด้านความปลอดภัยได้ หากมีสถานประกอบการอยู่นอกโซนนิ่ง ก็ควรมีกฎหมายเฉพาะที่กำหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัยของสถานที่ การจัดพื้นที่ และการคุ้มครองผู้ใช้บริการอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้ขึ้นอีก” นายธีระ กล่าว

ทั้งนี้ เหตุเพลิงไหม้ “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” ไม่เพียงจุดคำถามถึงสาเหตุของอุบัติเหตุ แต่ยังสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของการกำกับดูแลสถานประกอบการที่มีลักษณะ “กึ่งร้านอาหาร-กึ่งสถานบริการ” ซึ่งปัจจุบันยังเป็นพื้นที่สีเทาทางกฎหมาย แม้ร้านอาหารจะสามารถขออนุญาตเปิดกิจการและจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงจัดการแสดงดนตรีสดได้ แต่ข้อกำหนดด้านความปลอดภัยกลับแตกต่างจากสถานบริการที่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติสถานบริการ ซึ่งต้องปฏิบัติตามมาตรฐานด้านอาคาร ทางหนีไฟ การควบคุมความหนาแน่นของผู้ใช้บริการ และการตั้งอยู่ในพื้นที่ที่กฎหมายกำหนด (โซนนิ่ง)

ประเด็นดังกล่าวจึงนำไปสู่คำถามสำคัญว่า กฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันยังสอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจสถานบันเทิงที่เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ เพราะผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยเลือกจดทะเบียนเป็นร้านอาหาร แต่มีรูปแบบการให้บริการใกล้เคียงผับหรือสถานบันเทิง ทั้งการเปิดเพลง การแสดงดนตรีสด และการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จนดึก หากยังไม่มีหลักเกณฑ์เฉพาะสำหรับกิจการลักษณะนี้ ก็อาจทำให้มาตรฐานด้านความปลอดภัยและการบังคับใช้กฎหมายไม่เท่าเทียมกัน จนกลายเป็นช่องว่างที่ควรได้รับการทบทวน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอยในอนาคต