‘พนัส ไทยล้วน’ พ่อมดประกันสังคม เปิดทุกประเด็นศึกชิงบอร์ด สปส. ชี้นโยบายต้องทำได้จริง ‘ไม่ใช่พูดให้คนเชื่อ’

14.07.26 | 08:08 น.

‘พนัส ไทยล้วน’ พ่อมดประกันสังคม เปิดทุกประเด็นศึกชิงบอร์ด สปส. ชี้นโยบายต้องทำได้จริง ‘ไม่ใช่พูดให้คนเชื่อ’

หมายเหตุ- นายพนัส ไทยล้วน อดีตกรรมการประกันสังคมหลายสมัย และประธานสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย ที่นิยามตนเองว่าเป็น “พ่อมดประกันสังคม” ให้สัมภาษณ์ “มติชน” กรณีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและฝ่ายผู้ประกันตนเข้าเป็นคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในขณะนี้

โพสต์ในเฟซบุ๊กที่ระบุถึง “เด็กอมมือจะฮุบบอร์ดประกันสังคม”

เป็นการวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มคนที่พยายามเข้ามามีบทบาทในระบบประกันสังคม ทั้งๆ ที่ยังไม่มีประสบการณ์ด้านแรงงานมากเพียงพอ โดยเฉพาะแนวคิดที่จะรวบรวมเสียงฝ่ายนายจ้างมาอยู่ภายใต้การผลักดันของกลุ่มตนเอง

หมายถึงกลุ่ม “ประกันสังคมก้าวหน้า” หรือไม่

เป็นกลุ่มที่ประกาศว่า จะนำฝ่ายนายจ้างมาอยู่ในแนวร่วมของตัวเอง ซึ่งผมเห็นว่า เป็นเรื่องที่ขัดกับหลักการของระบบไตรภาคี สำหรับบทบาทขอผมในการเลือกตั้งครั้งนี้ ย้ำว่า ผมไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นกรรมการประกันสังคมด้วยตนเอง แต่เป็นทีมงานและเครือข่ายที่ลงสมัครแทน

“ผมอายุ 84 ปี แล้ว เป็นบอร์ดประกันสังคมมา 8 สมัย เป็นบอร์ดกองทุนเงินทดแทนอีก 3 สมัย ผมก่อตั้งประกันสังคมมากับมือ ถึงเวลาต้องให้คนรุ่นหลังทำหน้าที่บ้าง”

อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่ได้ลงสมัคร แต่ยอมรับว่า ยังคงทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำปรึกษาแก่เครือข่ายแรงงานอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน ผมดูแลเครือข่ายสหภาพแรงงานกว่า 287 แห่งทั่วประเทศ และยังต้องเดินสายช่วยเหลือแก้ปัญหาของลูกจ้างอยู่ตลอดเวลา

Advertisement

มองสถานการณ์แรงงานในปัจจุบันอย่างไร

ปัจจุบันสถานการณ์แรงงานน่าเป็นห่วง หลายโรงงานทยอยปิดกิจการ มีการเลิกจ้างจำนวนมาก บางแห่งเปลี่ยนไปใช้แรงงานต่างด้าวแทนแรงงานไทย ทำให้ลูกจ้างจำนวนมากต้องสูญเสียงาน ดังนั้น งานหลักที่ทำอยู่ทุกวันนี้คือ การเข้าไปช่วยเจรจาระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิตามกฎหมายอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะสิทธิเงินทดแทนกรณีว่างงานจากประกันสังคม
หลายครั้ง นายจ้างต้องการให้ลูกจ้าง “ลาออก” แทนการ “เลิกจ้าง” ซึ่งส่งผลให้ลูกจ้างเสียสิทธิได้รับเงินว่างงาน จึงต้องเข้าไปเจรจาให้นายจ้างยอมระบุว่า เป็นการเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิตามกฎหมายครบถ้วน

มองคนรุ่นใหม่ที่เสนอนโยบายประกันสังคมอย่างไร

การเป็นผู้ประกันตนเพียงอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่า จะเข้าใจระบบแรงงานทั้งหมด เพราะการทำงานด้านแรงงานต้องอาศัยประสบการณ์จริงจากการแก้ปัญหาหน้างาน สิ่งที่ผมกังวลมากที่สุดคือ การเสนอนโยบายที่ฟังดูดี แต่ไม่สามารถดำเนินการได้จริงภายใต้กรอบกฎหมาย
“อำนาจของคณะกรรมการประกันสังคม ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกันสังคม โดยเฉพาะมาตรา 9 ซึ่งกำหนดขอบเขต อำนาจหน้าที่ของบอร์ดประกันสังคม การดำเนินนโยบายหลายเรื่อง จำเป็นต้องผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และกระบวนการตามกฎหมาย ไม่ใช่กรรมการจะตัดสินใจได้เอง”

อีกฝ่ายประกาศว่าจะผลักดันแก้ไข พ.ร.บ.ประกันสังคม

การแก้กฎหมายเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ต้องผ่านรัฐสภา และการพิจารณาของรัฐบาล จึงไม่ใช่เรื่องที่จะประกาศแล้ว ทำได้ทันที ย้ำหลายครั้งแล้วว่า เวลามีผู้เสนอนโยบาย ควรถามคำถามสำคัญต่อทันทีว่า “จะทำอย่างไร?” และ “กฎหมายให้อำนาจทำหรือไม่?” หากตอบไม่ได้ ก็สะท้อนว่า นโยบายนั้นอาจเป็นเพียงการสร้างความหวังโดยไม่มีแนวทางปฏิบัติรองรับ

แนวคิดที่จะรวบรวมฝ่ายนายจ้าง

ระบบประกันสังคมใช้หลัก ไตรภาคี ซึ่งประกอบด้วย ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายนายจ้าง และฝ่ายลูกจ้าง แต่ละฝ่ายมีบทบาทและที่มาที่แตกต่างกัน การอ้างว่าจะสามารถรวบรวมฝ่ายนายจ้างทั้งหมดมาอยู่ในกำมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นสิ่งที่มองว่าไม่สอดคล้องกับโครงสร้างของระบบ
“หากจะอ้างว่า มีตัวแทนฝ่ายนายจ้าง ก็ต้องตอบให้ได้ว่า เป็นตัวแทนจากองค์กรนายจ้างใด มีฐานสนับสนุนจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หอการค้าไทย สมาคมนายจ้าง หรือองค์กรนายจ้างที่มีตัวตนจริงหรือไม่”

การเคลื่อนไหวของเครือข่ายแรงงาน

ก่อนหน้านี้ ได้ประชุมกับเครือข่ายแรงงานหลายรอบ และหลังจากนี้ ยังคงเดินหน้าพบปะสมาชิกเครือข่ายแรงงานอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งช่วยอำนวยความสะดวกในการลงทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานที่ไม่คุ้นเคยกับระบบออนไลน์ด้วย

งบประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง สหภาพแรงงานได้รับการสนับสนุนหรือไม่

สำนักงานประกันสังคม (สปส.) กันวงเงินประมาณ 30 ล้านบาท ผมไม่เคยได้รับงบประมาณดังกล่าว และไม่เห็นว่ากฎหมายเปิดช่องให้ สปส.สนับสนุนงบประมาณหาเสียงแก่เครือข่ายแรงงานได้ แต่อยากฝากข้อคิดถึงผู้ที่ติดตามข่าวของประกันสังคมว่า การติดตามข่าวที่ดี ไม่ใช่เพียงการรับฟังคำประกาศนโยบาย แต่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง และความเป็นไปได้ด้วย ทุกครั้งที่มีผู้ประกาศนโยบาย ควรถามให้ถึงที่สุดว่า จะดำเนินการอย่างไร? ใช้อำนาจตามกฎหมายมาตราใด? หากกฎหมายยังไม่รองรับ จะผลักดันด้วยกระบวนการใด? และมีกรอบเวลาที่เป็นไปได้หรือไม่ เพื่อให้ได้ข้อมูลมากกว่าแค่การฟังนโยบายที่ทำไม่ได้ในทางปฏิบัติจริง