รัฐ-เอกชนเริ่มนับหนึ่งใหม่ แก้ปมแรงงานไทยจากต้นทาง เมื่อ Mismatch ไม่ใช่แค่เรื่องหางาน แต่คืออนาคตเศรษฐกิจ
แม้การหารือระหว่างกระทรวงแรงงานกับผู้บริหารบริษัทชั้นนำ 35 แห่ง เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา จะถูกนำเสนอในฐานะการพบปะเพื่อรับฟังข้อเสนอจากภาคธุรกิจ แต่เมื่อพิจารณาจากประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นหารือ จะพบว่าวงสนทนาครั้งนี้สะท้อนภาพที่ใหญ่กว่าการแก้ปัญหาการจ้างงานระยะสั้น เพราะสิ่งที่ทั้งภาครัฐและเอกชนกำลังเผชิญ คือการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างตลาดแรงงานไทย
ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทยไม่มีงานทำ หากแต่เป็นสถานการณ์ที่ “งานมี แต่คนไม่ตรงกับงาน” และในอีกด้าน “คนมี แต่ทักษะไม่ตอบโจทย์ธุรกิจ”
ตัวเลขของกระทรวงแรงงานสะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน ปัจจุบันมีตำแหน่งงานว่างในระบบ “ไทยมีงานทำ” มากกว่า 311,983 อัตรา ขณะที่มีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีกว่า 51,000 คน ยังอยู่ระหว่างการหางาน ข้อมูลดังกล่าวทำให้คำว่า “Labour Mismatch” หรือความไม่สอดคล้องระหว่างทักษะแรงงานกับความต้องการของตลาด กลายเป็นประเด็นหลักของการประชุมครั้งนี้
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จึงประกาศแนวคิดใหม่ว่า กระทรวงแรงงานจะไม่ทำหน้าที่เพียงจับคู่คนกับงาน แต่จะให้ภาคธุรกิจเป็นผู้สะท้อนว่าต้องการแรงงานแบบใด ก่อนที่ภาครัฐจะนำข้อมูลไปออกแบบการพัฒนาทักษะ การฝึกอบรม การปรับปรุงกฎหมาย และสิทธิประโยชน์ที่เอื้อต่อการจ้างงาน เพื่อให้กำลังแรงงานไทยตอบโจทย์เศรษฐกิจในอนาคต
แนวคิดดังกล่าวถือเป็นการเปลี่ยนบทบาทของกระทรวงแรงงานจากหน่วยงานที่ทำหน้าที่ “จัดหางาน” ไปสู่การเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ “วางโครงสร้างกำลังคนของประเทศ”
Mismatch ไม่ใช่แค่เรื่องวุฒิการศึกษา
สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้ประกอบการแทบทุกกลุ่มไม่ได้เรียกร้องให้รัฐเพิ่มจำนวนแรงงาน แต่กลับพูดถึง “คุณภาพของแรงงาน” มากกว่า
ตัวแทนภาคค้าปลีกและบริการสะท้อนว่า หลักสูตรการศึกษายังไม่เชื่อมโยงกับความต้องการของสถานประกอบการอย่างแท้จริง พร้อมเสนอให้ขยายระบบทวิภาคีและการฝึกงานระยะยาว เพื่อให้นักศึกษาเรียนรู้จากสถานประกอบการตั้งแต่ยังศึกษาอยู่ รวมทั้งเสนอให้มีการออกแบบหลักสูตรร่วมกับภาคธุรกิจ เพื่อให้บัณฑิตสามารถทำงานได้ทันทีหลังสำเร็จการศึกษา
ข้อเสนอเหล่านี้สะท้อนว่า ภาคเอกชนกำลังต้องการเปลี่ยนจากระบบ “เรียนก่อน ทำงานทีหลัง” ไปสู่ “เรียนไป ทำงานไป” ซึ่งเป็นแนวทางที่หลายประเทศใช้ในการลดช่องว่างระหว่างห้องเรียนกับตลาดแรงงาน
อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้น คือการออกแบบหลักสูตรให้สอดคล้องกับลักษณะเศรษฐกิจของแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่ใช้มาตรฐานเดียวทั่วประเทศ เช่น พื้นที่อุตสาหกรรมต้องการแรงงานที่มีทักษะด้านเทคนิค ขณะที่เมืองท่องเที่ยวต้องการแรงงานด้านบริการและภาษาต่างประเทศ
AI กลายเป็นทักษะพื้นฐานของแรงงานยุคใหม่
ประเด็นที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง คือผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI
ผู้แทนภาคเอกชนเสนอว่า AI ไม่ใช่เรื่องของสายไอทีอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นทักษะพื้นฐานของแรงงานทุกสาขา พร้อมยกตัวอย่างว่า งานที่เคยใช้เวลาหลายวัน เช่น การจัดทำรายงานหรือการสร้างงานนำเสนอ ปัจจุบันสามารถทำได้ภายในไม่กี่นาที ส่งผลให้หลายองค์กรเริ่มลดจำนวนตำแหน่งงานที่เป็นงานประจำ และหันไปต้องการแรงงานที่มีทักษะการใช้ AI มากขึ้น
ข้อเสนอของภาคธุรกิจจึงไม่ใช่เพียงการจัดอบรม AI แต่เสนอให้กระทรวงแรงงานร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และหน่วยงานด้านดิจิทัล ออกแบบหลักสูตรใหม่ที่เปิดโอกาสให้แรงงานทุกช่วงวัยสามารถเรียนรู้ AI ได้ตลอดชีวิต
ประเด็นนี้สอดคล้องกับแนวโน้มตลาดแรงงานโลก ที่หลายองค์กรระหว่างประเทศคาดการณ์ว่า AI จะทำให้งานบางประเภทลดลง แต่ในขณะเดียวกันก็จะสร้างความต้องการแรงงานที่มีทักษะใหม่เพิ่มขึ้น
แรงงานต่างด้าวยังเป็นโจทย์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้รัฐบาลประกาศให้ความสำคัญกับการจ้างแรงงานไทยเป็นอันดับแรก แต่ภาคธุรกิจบางกลุ่มสะท้อนว่า ความเป็นจริงในตลาดยังมีตำแหน่งงานจำนวนหนึ่งที่หาแรงงานไทยได้ยาก
ผู้แทนบริษัทไทยน้ำทิพย์เสนอให้พิจารณาทบทวนอาชีพต้องห้ามสำหรับแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะตำแหน่งพนักงานขับรถส่งสินค้า ซึ่งปัจจุบันประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างต่อเนื่อง และในช่วงฤดูร้อนที่ความต้องการขนส่งเพิ่มขึ้น ยิ่งทำให้ปัญหาหนักขึ้น
อย่างไรก็ตาม นายจุลพันธ์ตอบว่า แนวทางหลักของกระทรวงแรงงานยังคงเป็นการเร่งผลิตแรงงานไทยให้เพียงพอก่อน หากมีข้อมูลชัดเจนว่าอุตสาหกรรมใดขาดแรงงานจำนวนเท่าใด ภาครัฐพร้อมนำข้อมูลไปใช้วางแผนผลิตแรงงานและพัฒนาทักษะให้ตรงกับความต้องการมากขึ้น
คำตอบดังกล่าวสะท้อนว่า กระทรวงแรงงานไม่ได้ปฏิเสธข้อเสนอของเอกชน แต่พยายามรักษาสมดุลระหว่างการคุ้มครองโอกาสการจ้างงานของคนไทยกับการแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคธุรกิจ
ลดขั้นตอนราชการด้วยดิจิทัล
อีกข้อเสนอที่ได้รับเสียงสนับสนุน คือการลดขั้นตอนด้านเอกสาร
ผู้ประกอบการสะท้อนว่าหลายกระบวนการยังต้องใช้เอกสารซ้ำซ้อน ทั้งที่กฎหมายรองรับการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์แล้ว จึงเสนอให้กระทรวงแรงงานเร่งเปลี่ยนบริการทั้งหมดเข้าสู่ระบบดิจิทัล พร้อมนำ AI มาช่วยตรวจสอบเอกสารและให้บริการประชาชน
รัฐมนตรีเห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว โดยระบุว่าการใช้เทคโนโลยีจะช่วยลดช่องว่างระหว่างภาครัฐกับประชาชน และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการได้ในระยะยาว
ฐานข้อมูลแรงงาน คือหัวใจของนโยบายใหม่
อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้น คือการสร้างฐานข้อมูลแรงงานระดับประเทศ
ภาคธุรกิจเสนอให้เชื่อมโยงข้อมูลจากมหาวิทยาลัย หน่วยงานด้านการศึกษา และภาคเอกชน เพื่อพยากรณ์ความต้องการแรงงานในแต่ละสาขา รวมถึงวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจรายพื้นที่ ซึ่งจะช่วยให้การผลิตกำลังคนมีความแม่นยำมากขึ้น
นายจุลพันธ์ตอบรับแนวคิดดังกล่าว พร้อมเปิดเผยว่ากระทรวงแรงงานกำลังพัฒนาฐานข้อมูลของตนเองให้สามารถวิเคราะห์และคาดการณ์ (Prediction) ความต้องการแรงงานในอนาคต เพื่อใช้ประกอบการกำหนดนโยบายด้านกำลังคนของประเทศ
บททดสอบหลังการประชุม
แม้วงหารือครั้งนี้จะสะท้อนว่าภาครัฐและภาคเอกชนมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่โจทย์สำคัญหลังจากนี้คือ การทำให้ข้อเสนอทั้งหมดกลายเป็นนโยบายที่เกิดขึ้นจริง
เพราะการแก้ปัญหา Mismatch ไม่ใช่ภารกิจของกระทรวงแรงงานเพียงหน่วยงานเดียว แต่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา กระทรวงดิจิทัล ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา
หากการประชุมครั้งนี้นำไปสู่การเชื่อมโยงข้อมูลแรงงาน การปรับหลักสูตรการศึกษา การพัฒนาทักษะ AI และการออกแบบนโยบายจากความต้องการของภาคธุรกิจได้จริง ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของตลาดแรงงานไทย จากระบบที่รัฐเป็นผู้กำหนด ไปสู่ระบบที่อาศัยข้อมูลและความต้องการของตลาดเป็นตัวนำ
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของแนวคิดดังกล่าวจะไม่ได้วัดจากจำนวนตำแหน่งงานที่ประกาศเพิ่มขึ้น หรือจำนวนผู้เข้าร่วมประชุม แต่จะวัดจากคำถามที่สำคัญกว่า คือ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะสามารถผลิตแรงงานที่มีทักษะตรงกับความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่ได้จริงหรือไม่ และนั่นคือบทพิสูจน์สำคัญของนโยบาย “รัฐ-เอกชนร่วมออกแบบกำลังคน” ที่กระทรวงแรงงานกำลังเริ่มต้นในวันนี้

