สสส.เสริมศักยภาพชุมชนท้องถิ่น เพิ่มทักษะวิเคราะห์ข้อมูล เน้นออกแบบนวัตกรรม แก้ปัญหาสุขภาวะให้ยั่งยืน

13.07.26 | 14:45 น.

สสส.เสริมศักยภาพชุมชนท้องถิ่น เพิ่มทักษะวิเคราะห์ข้อมูล เน้นออกแบบนวัตกรรม แก้ปัญหาสุขภาวะให้ยั่งยืน

ตัวเลขจากฐานข้อมูลเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. ซึ่งครอบคลุมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ 3,690 แห่ง ได้เผยภาพสะท้อนสถานการณ์สุขภาพและสังคมไทยผ่านรายงานข้อมูลตำบลโดยการสำรวจ (Thailand Community Networking Appraisal Program: TCNAP) ปี 2568 ใน 646 ตำบล ซึ่งครอบคลุมประชาชนกว่า 2.91 ล้านคน หรือ 989,365 ครัวเรือน ชี้ให้เห็นว่าครัวเรือนไทยกว่า 74.33% กำลังเผชิญกับภาระหนี้สิน ขณะที่อัตราพึ่งพิงสูงถึง 61.32% โดยมีสัดส่วนผู้สูงอายุ 27.9% และมีผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง 16.94% 

ในด้านสุขภาพพบผู้ป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อ (NCDs) 23.21% และมีผู้สูงอายุป่วยด้วยโรคนี้ถึง 51.43% นอกจากนี้ยังพบพฤติกรรมเสี่ยง ทั้งการดื่มสุราเป็นประจำ 5.39% และการสูบบุหรี่ 9.84% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนชัดเจนว่า การแก้ปัญหาสุขภาพของคนไทยในวันนี้ไม่อาจอาศัยเพียงนโยบายจากส่วนกลางเพียงลำพัง แต่ต้องใช้ข้อมูลของพื้นที่เป็นฐาน และเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามาร่วมออกแบบแนวทางพัฒนาที่เหมาะสมกับบริบทของตนเอง

จากสถานการณ์นี้ สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. จึงจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเสริมศักยภาพชุมชนท้องถิ่นบูรณาการสร้างผลกระทบด้านสุขภาพโดยมีวัตถุประสงค์หลัก 4 ประการ คือ เสริมศักยภาพในการสร้างผลกระทบด้านสุขภาพ, วิเคราะห์ข้อมูลในรูปแบบ Data-Driven, สังเคราะห์เครื่องมือชุดกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพ และยกร่างข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับเสริมศักยภาพชุมชนท้องถิ่น โดยมีตัวแทนจากเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่และกลไกคณะทำงานเข้าร่วมกว่า 600 คน

รศ.ดร.ขนิษฐา นันทบุตร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน (ศวช.) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อธิบายแนวคิดพื้นฐานของการขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพโดยชุมชนท้องถิ่นว่า มีหลักคิดสำคัญ 2 ประการประการแรกคือการนำพื้นที่เป็นตัวตั้งให้คนข้อมูลและกระบวนการทำงานอยู่ในพื้นที่เพราะปัญหาของพื้นที่ต้องแก้ไขโดยพื้นที่เองและประการที่สองคือการคำนึงถึงสุขภาพในทุกมิติของนโยบายเพื่อให้สุขภาพเป็นส่วนหนึ่งของงานพัฒนาชุมชนอย่างแท้จริง

ดังนั้นการประชุมครั้งนี้จึงมุ่งเสริมทักษะสำคัญให้ชุมชน 2 ด้าน ได้แก่การวิเคราะห์สถานการณ์หรือการอ่านภาพรวมของปัญหา ศักยภาพ และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง โดยใช้ข้อมูลจากหลายแหล่งเป็นฐานในการหาทางแก้ไขและประเมินผล ส่วนอีกด้านคือการออกแบบนวัตกรรมหรือการนำผลวิเคราะห์มาออกแบบทางแก้ที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายพร้อมทบทวนว่านวัตกรรมที่ทำอยู่เดิมสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือไม่เพื่อปรับปรุงหรือขยายผลต่อไป

Advertisement

ที่ผ่านมาเราพยายามพัฒนาศักยภาพทั้งคนและกลไก โดยใช้ฐานข้อมูลเป็นตัวนำทางไปสู่การจัดการเชิงระบบที่เป็นไปได้จริงในแต่ละพื้นที่ เมื่อทุกภาคส่วนบูรณาการบทบาทและภารกิจเข้าด้วยกัน จนเกิดการมีส่วนร่วมและการเรียนรู้ร่วมกัน การเปลี่ยนแปลงสุขภาวะที่ดีขึ้นก็จะเกิดขึ้นจากภายในชุมชนเอง และเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนร่วมกันสร้างให้ยั่งยืนได้

นอกจากนี้ รศ.ดร.ขนิษฐา ยังย้ำด้วยว่า การขับเคลื่อนงานให้สำเร็จต้องอาศัยความร่วมมือจาก 4 ภาคส่วนหลักในพื้นที่ ได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ผู้นำท้องที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และองค์กรชุมชน โดยแต่ละฝ่ายควรเป็นผู้นำในภารกิจที่ตนถนัด เพื่อให้เกิดพลังขับเคลื่อนที่แท้จริง เช่น อปท. อาจเป็นแกนหลักผลักดันนโยบายลดการดื่มสุรา ขณะที่องค์กรชุมชนอาจริเริ่มเรื่องอาหารปลอดภัย

หัวใจสำคัญคือการทำให้การดำเนินงานทั้งหมดบูรณาการเข้ากับบทบาทและภารกิจเดิมของชุมชนได้ ไม่ใช่การเพิ่มภาระงาน แต่เป็นการใช้ข้อมูลมาช่วยยกระดับการทำงานให้คมชัดขึ้น เมื่อชุมชนเห็นข้อมูล เห็นศักยภาพของตนเอง และรู้จักใช้เครื่องมือที่เหมาะสมมาผสานกับงานประจำ การแก้ปัญหาสุขภาพก็จะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่จะเป็นวิถีปฏิบัติที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงในทุกพื้นที่รศ.ดร.ขนิษฐา กล่าว

สำหรับการขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่ พบว่าหลาย ๆ แห่งใช้ข้อมูลเป็นฐานในการวางแผนและสร้างนโยบายดูแลประชากรทุกกลุ่มวัยในชุมชนจนกลายเป็นวัฒนธรรมการใช้ข้อมูลไปแล้ว อย่างเช่นที่องค์การบริหารส่วนตำบลคอรุม อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ เริ่มนำข้อมูลมาใช้ขับเคลื่อนตั้งแต่ปี 2553 โดยให้คนในชุมชนร่วมกันเก็บ วิเคราะห์ นำไปใช้ และเป็นเจ้าของข้อมูล ผ่านเครื่องมือ RECAP และ TCNAP ที่สนับสนุนจาก สสส.

เวลาที่เราใช้ข้อมูลแล้ว รู้สึกมั่นใจในการทำงาน อย่างเวลาที่เสนอสภาฯ เราก็พูดอย่างมั่นใจค่ะ ว่าเรามีข้อมูลแบบนี้นะ ถ้าเราไม่ทำโครงการนี้มันก็จะเกิดเรื่องแบบนี้ได้นะ คือสามารถตอบในเรื่องของการทำงานได้ในอนาคตนางนัยนา ศรีเลิศ ผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคม อบต.คอรุม กล่าว

ส่วนที่องค์การบริหารส่วนตำบลท่างาม อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี ข้อมูลนำมาซึ่งการค้นพบสถานการณ์ผู้สูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 9% ของประชากร แม้ตัวเลขจะดูไม่สูง แต่เทรนด์ที่น่ากังวลคือนักสูบหน้าใหม่ที่เป็นกลุ่มเยาวชนเริ่มหันมานิยมบุหรี่ไฟฟ้าเนื่องจากค่านิยมและความเข้าใจผิดว่าปลอดภัย ขณะที่ผู้สูงอายุมักผูกติดกับการสูบบุหรี่มวนแบบดั้งเดิม

นายชินวุฒิ อาศน์วิเชียร ผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคม อบต.ท่างาม เปิดเผยว่า ได้ใช้ฐานข้อมูลที่มีอยู่ค้นหาคนดี คนเก่งหรือ อสม. และบุคคลต้นแบบที่เคยเลิกบุหรี่ได้สำเร็จ มาเป็นกลไกถ่ายทอดประสบการณ์ตรง พร้อมทั้งวางนโยบายมุ่งเน้นไปที่ 2 ส่วนสำคัญ คือคนด้วยการสร้างความรอบรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กรุ่นใหม่ ด้วยการสร้างสื่อรณรงค์ที่ทันต่อสถานการณ์และร่วมสมัย เช่น ทำละครแนวตั้ง  เสนอภัยของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า เป็นต้น ขณะเดียวกันก็สร้างสภาพแวดล้อมใหม่ โดยการปรับเปลี่ยนสถานที่ราชการและพื้นที่สาธารณะในชุมชนให้เป็นเขตปลอดบุหรี่อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่มีป้ายติดไว้เฉย ๆ นอกจากนี้ผลพลอยได้ที่ตามมาไม่ใช่แค่สุขภาพที่ดีขึ้น แต่ยังรวมถึงเศรษฐกิจในครัวเรือนที่ดีขึ้นตามไปด้วย เมื่อค่าใช้จ่ายที่เคยหมดไปกับบุหรี่แต่ละวันสามารถเปลี่ยนไปเป็นเงินออมหรือรายจ่ายที่จำเป็นกว่าได้ในระยะยาว

ขณะที่ ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. กล่าวถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากการประชุมครั้งนี้ว่า ผู้เข้าร่วมทุกคนจะได้เห็นข้อมูลของตัวเอง ได้ร่วมวางแผน และได้นำเครื่องมือซึ่งเป็นชุดกิจกรรมและชุดองค์ความรู้ของ สสส. ไปประยุกต์ใช้จัดการกับผลกระทบที่แต่ละพื้นที่เก็บข้อมูลมาได้ โดยเฉพาะประเด็นที่ สสส. ให้ความสำคัญมาตลอด เช่น การแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า ภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องลดลงจากการสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงปัญหาการดื่มสุราและการพนัน ซึ่งล้วนเป็นโจทย์ที่ชุมชนท้องถิ่นจะต้องบูรณาการทุกกลไกและทุกมิติเข้าด้วยกัน เพื่อจัดการกับผลกระทบด้านสุขภาพอย่างรอบด้าน

ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่ สสส. คาดหวังคือ การที่ชุมชนสามารถจัดการได้ด้วยมือของชุมชนท้องถิ่นเองอย่างแท้จริง ไม่ใช่การรอคอยความช่วยเหลือจากภายนอกเพียงอย่างเดียวผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชนกล่าว

ด้วยเหตุนี้ เป้าหมายสูงสุดของ สสส. จึงไม่ใช่เพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการสร้างระบบที่เอื้อให้ชุมชนใช้ข้อมูล (Data-Driven) เป็นฐานในการตัดสินใจ พัฒนานโยบายท้องถิ่น และจัดการสุขภาวะของตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยผลผลิตที่เป็นรูปธรรมจากการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้จะประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ฐานข้อมูลสุขภาพระดับพื้นที่สำหรับขับเคลื่อนงานในระยะยาว แนวทางการใช้เครื่องมือชุดกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพที่เหมาะสมกับบริบท และร่างข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อเสริมศักยภาพชุมชนท้องถิ่น