เวทีปฏิรูประบบบัตรทอง เปิดปมปัญหา 24 ปี ‘ผู้ป่วย-หมอ-นักวิชาการ’ เสียงตรงกัน ต้องยกระดับ ไม่ใช่ล้มระบบ

13.07.26 | 18:21 น.

เวทีปฏิรูประบบบัตรทอง เปิดปมปัญหา 24 ปี ‘ผู้ป่วย-หมอ-นักวิชาการ’ เสียงตรงกัน ต้องยกระดับ ไม่ใช่ล้มระบบ

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ที่อาคารรัฐสภา ในการสัมมนาเชิงนโยบายระดับประเทศ “ผ่าตัด 30 บาทรักษาทุกโรค ออกแบบอนาคตระบบสุขภาพไทย” เปิดเวทีแรกภายใต้หัวข้อ “ก้าวผ่าน” เพื่อฉายภาพปัญหาและข้อจำกัดของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “บัตรทอง 30 บาท” ตลอดระยะเวลา 24 ปีที่ผ่านมา โดยตัวแทนภาคประชาชน ผู้ให้บริการ และคณะผู้ศึกษาการปฏิรูประบบ เห็นตรงกันว่า ระบบบัตรทองยังเป็นหลักประกันด้านสุขภาพที่สำคัญของคนไทย แต่ถึงเวลาต้องปรับปรุงโครงสร้างการบริหาร การจัดสรรงบประมาณ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถรองรับภาระสุขภาพของประเทศในอนาคตได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่การยกเลิกหรือรื้อระบบแต่อย่างใด

ทพ.สมฤทธิ์ จิโรจน์วณิชชากร ประธานเครือข่ายทันตแพทย์สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้ดำเนินรายการ กล่าวว่า วันนี้ประเทศไทยมีประชาชนกว่า 47 ล้านคนอยู่ในระบบบัตรทอง มีหน่วยบริการเข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ และเป็นระบบที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ แต่ในอีกด้านหนึ่ง โรงพยาบาลหลายแห่งเริ่มประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก โดยเฉพาะหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ทำให้หลายแห่งเริ่มขาดสภาพคล่อง ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์ต้องรับภาระงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การจัดเวทีครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อล้มเลิกระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แต่ต้องการเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายร่วมกันหาทางออก โดยมีทั้งผู้แทนจาก 31 องค์กรวิชาชีพทางการแพทย์ ภาคประชาชน ภาคการเมือง และหน่วยงานรัฐ เข้ามามีส่วนร่วมออกแบบอนาคตของระบบสุขภาพไทย พร้อมย้ำว่า “วันนี้เป็นวันประวัติศาสตร์ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันเป็นเจ้าของระบบบัตรทอง”

ประชาชนยืนยัน “บัตรทอง” เปลี่ยนชีวิตคนจน แต่โรงพยาบาลแออัดต้องเร่งแก้

นางจำปี อุ่นศรี อาสาสมัครสาธารณสุขและประธานชมรมอาสาสมัครสาธารณสุขเขตคลองเตย ในฐานะตัวแทนผู้รับบริการ กล่าวว่า ในฐานะคนทำงานกับชุมชนแออัดคลองเตยเห็นผลของระบบบัตรทองอย่างชัดเจน เพราะทำให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ด้อยโอกาส สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย โดยในอดีตเมื่อประชาชนเจ็บป่วย สิ่งแรกที่คิดคือ “มีเงินพอไปโรงพยาบาลหรือไม่” หลายคนเลือกอดทนรักษาตัวเองเพราะไม่มีเงิน แต่เมื่อมีบัตรทอง ประชาชนกล้าเข้ารับบริการมากขึ้น ทำให้การรักษาโรคเป็นไปอย่างรวดเร็วและทั่วถึงกว่าเดิม

นางจำปี กล่าวว่า นอกจากนี้ ระบบบริการปฐมภูมิ เช่น ศูนย์บริการสาธารณสุขและคลินิกชุมชน ยังช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการใกล้บ้าน มีการเยี่ยมผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า ปัจจุบันโรงพยาบาลหลายแห่งยังประสบปัญหาผู้ป่วยล้น โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ผู้ป่วยต้องไปรอตั้งแต่เช้ามืดและกว่าจะได้รับการตรวจรักษาเสร็จก็เป็นช่วงบ่าย เนื่องจากผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรังมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“อยากให้โครงการนี้มีอยู่ต่อไป และอยากให้พัฒนาศักยภาพของศูนย์บริการสาธารณสุข รวมถึงคลินิกต่าง ๆ ให้ดีกว่าเดิม เพื่อลดความแออัดของโรงพยาบาล” นางจำปีกล่าว

Advertisement

ผู้ให้บริการสะท้อน “งบไม่พอ-ต้นทุนสูง” โรงพยาบาลเริ่มอยู่ไม่ไหว

นพ.พินัย ล้วนเลิศ อดีตผู้บริหารสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร และผู้แทนผู้ให้บริการ กล่าวว่า ปัญหาสำคัญที่สุดของระบบหลักประกันสุขภาพในปัจจุบัน คือ งบประมาณที่ได้รับไม่สอดคล้องกับต้นทุนการให้บริการจริง หากเปรียบเทียบทั้ง 3 กองทุนสุขภาพ ได้แก่ สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ประกันสังคม และบัตรทอง จะพบว่างบประมาณต่อหัวของบัตรทองต่ำที่สุด แต่กลับต้องดูแลประชาชนมากที่สุดกว่า 47 ล้านคน ส่งผลให้โรงพยาบาลจำนวนมากต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นทุกปี นอกจากนี้ นโยบายที่เปิดให้ประชาชนเข้ารับบริการได้ทุกแห่ง ยังส่งผลให้โรงพยาบาลระดับตติยภูมิรับภาระผู้ป่วยจำนวนมาก ขณะที่หน่วยบริการปฐมภูมิไม่สามารถทำหน้าที่เป็น “ด่านหน้า” ได้เต็มประสิทธิภาพ ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากข้ามไปรับบริการที่โรงพยาบาลใหญ่โดยตรง ส่งผลให้เกิดความแออัดและต้นทุนเพิ่มขึ้น

นพ.พินัย ยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการบริหารงบประมาณของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยยกตัวอย่างงบประมาณด้านแพทย์แผนไทย ซึ่งมีการจัดสรรงบไว้ แต่ผลการดำเนินงานกลับไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ขณะที่ข้อมูลการใช้จ่ายบางส่วนไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจน จึงเห็นว่าควรยกระดับความโปร่งใสและธรรมาภิบาลของระบบการบริหารงบประมาณให้สามารถตรวจสอบได้มากขึ้น

ดร.ภก.อนันต์ชัย ชี้เป้าปรับ 5 ช่องว่าง ย้ำ “ยกระดับ ไม่ใช่รื้อบัตรทอง”

ดร.ภก.อนันต์ชัย อัศวเมฆินทร์ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา นำเสนอผลการศึกษาที่รวบรวมจากการรับฟังความคิดเห็นทั้ง 4 ภูมิภาค โดยย้ำว่า คณะกรรมาธิการไม่ได้เริ่มต้นจากการเขียนร่างกฎหมาย แต่เริ่มจากการศึกษาปัญหาและรับฟังเสียงสะท้อนของทุกฝ่าย ก่อนนำมาวิเคราะห์เพื่อหาแนวทางปฏิรูป เป้าหมายสำคัญคือ “ยกระดับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ไม่ใช่ยกเลิกบัตรทอง” โดยการปฏิรูปต้องสร้างสมดุลระหว่างประชาชน ผู้ให้บริการ และความสามารถด้านการคลังของประเทศ

ดร.ภก.อนันต์ชัย ระบุว่า ผลการศึกษาพบ “ช่องว่าง” สำคัญ 5 ประเด็น ได้แก่ ช่องว่างด้านงบประมาณที่ต่ำกว่าต้นทุนจริง ช่องว่างด้านข้อมูลต้นทุนการรักษา ช่องว่างด้านธรรมาภิบาลและการกำกับดูแล ช่องว่างด้านการจัดสรรงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ และช่องว่างด้านโครงสร้างการบริหารงบบุคลากร ดังนั้นการแก้ปัญหาควรเริ่มจากการจัดทำฐานข้อมูลต้นทุนระดับประเทศ ปรับระบบจ่ายค่าบริการให้สะท้อนต้นทุนจริง เปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญร่วมกำหนดสิทธิประโยชน์ จัดสรรงบประมาณตามภาระงานของแต่ละพื้นที่ และแยกงบเงินเดือนบุคลากรออกจากงบเหมาจ่ายรายหัว เพื่อให้งบรายหัวถูกนำไปใช้รักษาประชาชนโดยตรงมากขึ้น

เสนอปรับโครงสร้างกฎหมาย สร้างสมดุลสิทธิประชาชนกับความอยู่รอดของโรงพยาบาล

ดร.ภก.อนันต์ชัย กล่าวว่า การแก้ไขพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่จะเสนอในลำดับต่อไป จะมุ่งปรับโครงสร้างการบริหารกองทุน เพิ่มความสมดุลขององค์ประกอบคณะกรรมการ แยกสิทธิพื้นฐานกับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับผู้ที่มีกำลังจ่าย เปิดโอกาสให้แต่ละพื้นที่บริหารจัดการงบประมาณได้เหมาะสมกับบริบท และเพิ่มกลไกธรรมาภิบาลเพื่อให้การใช้จ่ายทุกบาทสามารถตรวจสอบได้

“เรากำลังคิดเพื่ออนาคต ไม่ใช่คิดเฉพาะวันนี้ ถ้าเราคิดเพียงมุมของตัวเอง เราจะไม่มีวันแก้ปัญหาได้ แต่ถ้าเราคิดแทนประชาชน ผู้ให้บริการ และประเทศพร้อมกัน เราจะเห็นว่าการยกระดับระบบหลักประกันสุขภาพเป็นสิ่งที่จำเป็น” ดร.ภก.อนันต์ชัย กล่าวและว่า เป้าหมายสุดท้ายคือการทำให้โรงพยาบาลมีสภาพคล่อง บุคลากรทำงานได้อย่างมั่นคง ประชาชนยังได้รับสิทธิการรักษาที่มีคุณภาพ และระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว