สูตรบำนาญ CARE ผ่าน ครม. แล้ว ผู้ประกันตนได้อะไรบ้าง?

17.07.26 | 09:09 น.

สูตรบำนาญ CARE ผ่าน ครม. แล้ว ผู้ประกันตนได้อะไรบ้าง?

หลังจากเป็นประเด็นถกเถียงกันมานานกว่า 2 ปี ล่าสุด “สูตรบำนาญ CARE (Career Average Revalued Earnings)” ได้ผ่านอีกหนึ่งด่านสำคัญ เมื่อ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการ ตามที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เสนอ ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งจะมีผลบังคับใช้หลังประกาศ 180 วัน

หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ นี่จะถือเป็นการปรับสูตรคำนวณบำนาญครั้งใหญ่ที่สุดของสำนักงานประกันสังคมนับตั้งแต่กฎหมายมีผลบังคับใช้

สิ่งที่เปลี่ยนแปลง ไม่ใช่แค่ “สูตรคำนวณ” แต่เป็นแนวคิดของระบบบำนาญทั้งหมด จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับ ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ มาเป็นการใช้ รายได้ตลอดชีวิตการทำงาน โดยปรับค่าจ้างในอดีตให้เป็นมูลค่าปัจจุบันตามหลัก CARE เพื่อสะท้อนการส่งเงินสมทบจริงของผู้ประกันตน

ผู้ได้ประโยชน์มากที่สุด คือ มาตรา 39

ทีม “ประกันสังคมก้าวหน้า” ซึ่งเป็นผู้ผลักดันแนวคิด CARE มาอย่างต่อเนื่อง เคยยกตัวอย่างการคำนวณที่สะท้อนปัญหาของสูตรเดิมไว้อย่างชัดเจน

กรณีผู้ประกันตนคนหนึ่ง ทำงานมาตรา 33 มาตลอดชีวิต ส่งเงินสมทบฐาน 15,000 บาท แต่ก่อนเกษียณเปลี่ยนไปเป็น มาตรา 39 ทำให้ต้องส่งเงินสมทบจากฐาน 4,800 บาท ในช่วง 6 ปีสุดท้าย

Advertisement

ภายใต้สูตรเดิม ซึ่งคิดจากค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ผู้ประกันตนรายนี้จะได้รับบำนาญเพียงประมาณ 1,750 บาทต่อเดือน

แต่เมื่อคำนวณด้วยสูตร CARE ซึ่งนำรายได้ทั้งชีวิตมาปรับเป็นมูลค่าปัจจุบันก่อนเฉลี่ย เงินบำนาญจะเพิ่มเป็นประมาณ 4,789 บาทต่อเดือน หรือเพิ่มขึ้นถึง 173%

กรณีนี้ถือเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์สูงสุด เพราะสูตรใหม่แก้ปัญหาที่หลายฝ่ายมองว่า “ไม่เป็นธรรม” ต่อแรงงานที่ส่งเงินสมทบสูงมาตลอดชีวิต แต่รายได้ลดลงในช่วงใกล้เกษียณ

นอกจากนั้น ผู้ที่ส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน ก็จะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนวิธีคิดอัตราบำนาญ จากเดิมที่นับเฉพาะ “ครบปี” มาเป็นคิดเพิ่ม 0.125% ต่อเดือน ทำให้ไม่มีการตัดเศษเดือนทิ้งอีกต่อไป ผู้ที่ส่งเกินมาเพียงไม่กี่เดือนก็ได้รับสิทธิประโยชน์ตามจำนวนเดือนจริง

คนที่ได้เงินลดลง จะไม่ถูกปล่อยให้เสียสิทธิ

อีกประเด็นที่รัฐบาลพยายามตอบข้อกังวล คือ แม้สูตร CARE จะทำให้บางกลุ่มได้รับบำนาญลดลงเมื่อเทียบกับสูตรเดิม แต่จะไม่มีการเปลี่ยนผ่านแบบ “หักดิบ”

ผู้ที่จะเริ่มรับบำนาญหลังกฎหมายมีผลใช้ หากสูตรใหม่คำนวณแล้วได้เงินน้อยกว่าสูตรเดิม จะได้รับเงินชดเชยเป็นเวลา 5 ปี

ปีที่ 1 ชดเชย 100%

ปีที่ 2 ชดเชย 80%

ปีที่ 3 ชดเชย 60%

ปีที่ 4 ชดเชย 40%

ปีที่ 5 ชดเชย 20%

ส่วนผู้ที่กำลังรับบำนาญอยู่แล้ว หากนำสูตร CARE มาคำนวณแล้วพบว่า ได้เงินมากขึ้น สำนักงานประกันสังคมจะปรับเพิ่มเงินบำนาญในงวดถัดไป

แต่หากคำนวณแล้ว ได้เงินน้อยลง รัฐบาลยืนยันว่าจะ คงอัตราบำนาญเดิมตลอดชีพ ไม่มีการลดเงินบำนาญของผู้รับสิทธิเดิม และไม่มีใครถูกเรียกเงินคืน

สูตรใหม่ ไม่ได้เพิ่มเงินให้ทุกคน แต่ทำให้ระบบ “ยุติธรรมกว่าเดิม”

แม้หลายคนจะเข้าใจว่า CARE คือ “สูตรเพิ่มบำนาญ” แต่ในเชิงนโยบาย ความหมายที่แท้จริงคือการปรับระบบให้สะท้อนการส่งเงินสมทบจริง

สูตรเดิมเปิดช่องให้บางกรณีสามารถเพิ่มฐานค่าจ้างเฉพาะช่วง 5 ปีสุดท้ายก่อนเกษียณ จนได้รับบำนาญสูงกว่าผู้ที่ส่งเงินสมทบในระดับเดียวกันมาตลอดชีวิต ขณะเดียวกันกลับทำให้แรงงานที่รายได้ลดลงช่วงท้ายอาชีพ โดยเฉพาะผู้เปลี่ยนจากมาตรา 33 ไปมาตรา 39 ได้รับบำนาญต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

สูตร CARE จึงพยายามแก้ทั้งสองด้าน คือ “ส่งมาก ได้มาก ส่งน้อย ได้ตามสัดส่วนจริง” พร้อมปรับค่าจ้างในอดีตให้เทียบกับมูลค่าเงินปัจจุบัน ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนที่เริ่มทำงานต่างยุค และช่วยให้ระบบบำนาญมีความยั่งยืนมากขึ้นในระยะยาว

จากนี้ต้องจับตาอะไร

แม้ ครม.จะเห็นชอบแล้ว แต่สูตร CARE ยังต้องผ่านการตรวจร่างกฎกระทรวงของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้หลังประกาศ 180 วัน

หากขั้นตอนเป็นไปตามแผน สูตร CARE จะกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการปฏิรูประบบบำนาญประกันสังคม โดยเฉพาะสำหรับแรงงานหลายล้านคนที่กังวลว่าเงินบำนาญหลังเกษียณจะไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพ

แม้สูตรใหม่จะไม่ได้ทำให้ทุกคนได้รับเงินเพิ่ม แต่สิ่งที่รัฐพยายามยืนยันคือ “ไม่มีผู้รับบำนาญเดิมถูกลดสิทธิ” และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านก็จะมีมาตรการชดเชยรองรับ ขณะที่ผู้ที่เคยเสียเปรียบจากสูตรเดิม โดยเฉพาะผู้ประกันตนมาตรา 39 มีโอกาสได้รับเงินบำนาญเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้สูตร CARE ถูกผลักดันจนผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้