ช็อกผลตรวจ! ฉี่บวก 380 คน เจอพยาธิใบไม้ตับจริงแค่ 4 สธ.เร่งทบทวนชุดตรวจ
เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 4/2569 ว่า ที่ประชุมได้หารือกรณีผลการตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับในนักศึกษาพื้นที่ จ.มหาสารคาม และมีข้อสรุป 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ให้กรมควบคุมโรคและกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ร่วมกันจัดทำแนวทางการใช้ชุดตรวจปัสสาวะในเชิงเทคนิค และทบทวนแนวทางการดูแลผู้ที่มีผลตรวจเป็นบวก ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
นพ.สมฤกษ์กล่าวว่า ปัจจุบันแนวทางมาตรฐานของกรมควบคุมโรคยังคงให้จ่ายยารักษาเฉพาะผู้ที่ตรวจอุจจาระพบไข่พยาธิเท่านั้น ส่วนข้อเสนอที่ให้ผู้มีผลตรวจปัสสาวะเป็นบวกพิจารณารับประทานยาตามความเสี่ยง ยังต้องมีการทบทวนข้อมูลทางวิชาการเพิ่มเติม สำหรับชุดตรวจปัสสาวะนั้น เดิมได้รับการพัฒนาและประเมินประสิทธิภาพในห้องปฏิบัติการ ซึ่งใช้ตัวอย่างจากพื้นที่ที่มีการติดเชื้อในสัดส่วนค่อนข้างสูง แต่เมื่อใช้ในพื้นที่ที่มีความชุกของโรคลดลง ความไวและความแม่นยำของชุดตรวจอาจเปลี่ยนแปลงได้ ขณะที่ข้อมูลเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรคพบความชุกของโรคเฉลี่ยเพียงประมาณ 5% จึงจำเป็นต้องประเมินความแม่นยำของชุดตรวจในสถานการณ์จริงอีกครั้ง ก่อนนำมาใช้เป็นมาตรฐาน
“การพัฒนาชุดตรวจปัสสาวะมีเจตนาที่ดี เพราะการตรวจอุจจาระทำได้ยากและประชาชนมักไม่ให้ความร่วมมือ แต่ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงศึกษาประสิทธิภาพภาคสนาม จึงยังไม่สามารถนำมาใช้แทนการตรวจมาตรฐานได้” นพ.สมฤกษ์กล่าว
นพ.สมฤกษ์กล่าวว่า สิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขกังวลคือการเกิดมะเร็งท่อน้ำดี ซึ่งสัมพันธ์กับการติดพยาธิใบไม้ตับในระยะยาว จึงเดินหน้าทั้งการตรวจคัดกรองในพื้นที่เสี่ยงเพื่อค้นหามะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และการรณรงค์ลดพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การรับประทานอาหารดิบหรือสุกๆ ดิบๆ ควบคู่กับการพัฒนาเครื่องมือคัดกรองที่มีความสะดวกและมีประสิทธิภาพ ก่อนพิจารณานำไปใช้ในระบบบริการจริง
ด้าน นพ.นิติ เหตานุรักษ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า นักศึกษาที่ตรวจด้วยชุดตรวจปัสสาวะพบผลบวก 380 คน มีผู้เข้ารับการตรวจอุจจาระแล้ว 292 คน พบติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับเพียง 4 ราย และพบพยาธิชนิดอื่นอีก 11 ราย เช่น พยาธิตัวตืด สะท้อนว่าผลตรวจจากทั้งสองวิธียังมีความแตกต่างกัน จึงยังคงยึดแนวทางขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ใช้การตรวจอุจจาระเป็นเกณฑ์วินิจฉัย
ขณะที่ นพ.ยงเจือ เหล่าศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป ระบุว่า กระทรวงสาธารณสุขยังใช้การตรวจอุจจาระเป็นวิธีคัดกรองหลัก และจะจ่ายยาเฉพาะผู้ที่ยืนยันการติดเชื้อ ส่วนชุดตรวจปัสสาวะมีบทบาทเป็นเพียงการคัดกรองเบื้องต้น (Self-test) หากผลเป็นบวกจะต้องเข้ารับการตรวจยืนยันเพิ่มเติม
เมื่อถามว่ายังไม่ควรใช้ชุดทดสอบนี้มาเป็นมาตรฐานในการตรวจคัดกรองการติดพยาธิใบไม้ตับตอนนี้ใช่หรือไม่ นพ.สมฤกษ์กล่าวว่า จริงๆ เป็นเจตนาดีของคนทำวิจัย คือการตรวจอุจจาระเป็นเรื่องยุ่งยาก และไม่ค่อยมีใครให้ความร่วมมือ เลยคิดว่าการตรวจปัสสาวะคงจะช่วยให้สะดวกมากขึ้น เพียงแต่ว่าการจะเอามาใช้ยังอยู่ในช่วงของการประเมิน ซึ่งเป็นการกระโดดจากห้องแล็บมาใช้ของจริง ก็กำลังแปลว่าในพื้นที่มีการติดเชื้อ คงอยู่ในช่วงของการดูงานวิจัยว่าสถานการณ์จริง เราทดสอบแล้วผลยังเป็นไปตามห้องแล็บไหม
ถามถึงกรณีมีการลงไปตรวจอุจจาระนิสิตซ้ำแล้วหรือไม่ เพื่อนำมาร่วมประเมินกับผลการตรวจจากชุดทดสอบ นพ.นิติ กล่าวว่า ผลการตรวจจากชุดทดสอบของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยพื้นที่มหาสารคามมีผลบวก 380 คน มีการตรวจอุจจาระแล้ว 292 คน ผลเจอเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ 4 ราย ส่วนอีก 11 รายเป็นเชื้อพยาธิชนิดอื่น เช่น พยาธิตัวตืด เป็นต้น
ถามย้ำว่าแสดงว่าผลจากชุดทดสอบยังมีความแกว่งจากการตรวจอุจจาระอยู่มากใช่หรือไม่ นพ.นิติกล่าวว่า ตอนนี้ยังมีความแตกต่างอยู่ กรมควบคุมโรคจึงยังถือตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลกในการตรวจคือ ตรวจจากอุจจาระ



