‘พัฒนา’ รับช่องโหว่แจ้งเกิดใช้ข้อมูลแม่เป็นหลัก จ่อเข้มตรวจสอบพ่อเด็ก-พิจารณาใช้ DNA สกัดขบวนการสวมสิทธิสัญชาติไทย
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยผลการขยายคดีเครือข่ายสแกมเมอร์ จนพบความเชื่อมโยงกับการแจ้งเกิดเท็จผ่านสถานพยาบาลบางแห่ง ว่า การเข้าตรวจสอบของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ในโรงพยาบาล (รพ.) เอกชน เป็นผลสืบเนื่องจากการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ขยายผลคดีเครือข่ายสแกมเมอร์ ก่อนพบข้อมูลว่ามีการแจ้งชื่อบิดาและมารดาของเด็กไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และพบว่ามีโรงพยาบาลหลายแห่งอาจเกี่ยวข้องกับการออกเอกสารแจ้งเกิด จึงทำให้ สบส.ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลสถานพยาบาลทั่วประเทศ รวมถึงโรงพยาบาลเอกชน ใช้อำนาจตามกฎหมายเข้าขอเวชระเบียนและเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม การเข้าไปขอข้อมูลดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่าสถานพยาบาลเหล่านั้นกระทำความผิด แต่เป็นเพียงการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานก่อนดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย
ด้าน นพ.ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวว่า การแจ้งเกิดจะใช้ใบรับรองการเกิดเป็นเอกสารสำคัญ ซึ่งระบุรายละเอียดวัน เวลา สถานที่เกิด เพศ และน้ำหนักของเด็ก รวมทั้งมีลายมือชื่อของผู้ทำคลอด แพทย์ผู้รับผิดชอบ และผู้แทนสถานพยาบาล ที่เป็นพยานเพราะเห็นเหตุการณ์ในการคลอด ตลอดจนข้อมูลชื่อบิดาและมารดา เพื่อนำไปใช้แจ้งเกิดต่อฝ่ายทะเบียนราษฎร
นพ.ภูวเดชกล่าวว่า ประเด็นที่พบความผิดปกติ คือ กรณีที่มารดาเป็นชาวต่างชาติ แต่ระบุว่าบิดาเป็นคนไทย เมื่อมีการร้องเรียนเข้ามา ก็เข้าไปตรวจสอบตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล ในเรื่องของการออกใบแจ้งเกิด กรณีแม่เป็นต่างชาติ พ่อเป็นคนไทย ก็ต้องไปดูว่าเป็นจริงหรือไม่ ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องในการให้สัญชาติ เพราะถ้าพ่อแม่เป็นต่างชาติ ก็จะไม่ได้สัญญาติไทย แต่หากบิดาเป็นคนไทย เด็กสามารถได้รับสัญชาติไทยตามกฎหมาย จึงจำเป็นต้องตรวจสอบว่าบุคคลที่ถูกระบุเป็นบิดาเป็นบิดาที่แท้จริงหรือไม่
“หลักฐานที่เราตรวจสอบคือ ใบแจ้งเกิด บัตรประชาชนของพ่อและแม่ รวมถึงทะเบียนบ้านที่จะนำเด็กเข้าทะเบียน หากพบว่าเข้าข่ายผิดปกติ ก็จะดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติม ซึ่งอาจรวมถึงการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์และการตรวจ DNA เพื่อยืนยันความเป็นบิดา เนื่องจากในส่วนของแม่ เป็นแม่จริงอยู่แล้ว มีหลักฐานการคลอดยืนยันอยู่แล้ว แต่ประเด็นที่ต้องพิสูจน์คือความเป็นบิดา” นพ.ภูวเดช กล่าว
เมื่อถามถึงบทลงโทษหากพบการแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จ นายพัฒนา กล่าวว่า จะเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 ในการแจ้งเท็จ มาตรา 73 มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เมื่อถามต่อว่ากรณีดังกล่าวจะส่งผลต่อใบอนุญาตของสถานพยาบาลหรือไม่ นพ.ภูวเดช กล่าวว่า ต้องตรวจสอบก่อนว่าผู้ประกอบกิจการหรือผู้ดำเนินการสถานพยาบาลมีส่วนรู้เห็นหรือไม่ เนื่องจากตามกฎหมายแยกความรับผิดชอบระหว่างผู้ประกอบกิจการกับผู้ดำเนินการ หากพบว่าทั้งสองฝ่ายมีส่วนเกี่ยวข้อง ก็อาจถูกพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลได้ แต่หากเป็นการกระทำเฉพาะบุคคลก็ต้องพิจารณาเป็นรายกรณีตามพยานหลักฐาน
เมื่อถามว่าตอนนี้มี รพ.เข้าข่ายตรวจสอบเพิ่มเติมกี่แห่ง นายพัฒนา กล่าวว่า รวมทั้งหมด 6 แห่ง โดยทั้งหมดเป็น รพ.เอกชน ยังไม่พบโรงพยาบาลของรัฐเกี่ยวข้อง ทั้งหมดอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน
ทั้งนี้ นพ.ภูวเดช กล่าวว่า กรณีดังกล่าวถือเป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นช่องโหว่ของระบบการแจ้งเกิดในปัจจุบัน เนื่องจากที่ผ่านมา การแจ้งเกิดอาศัยข้อมูลจากมารดาเป็นหลัก ส่วนการระบุชื่อบิดาเป็นข้อมูลที่มารดาแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ โดยในอดีตไม่ได้มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพราะมีครอบครัวที่มารดาเลี้ยงเดี่ยวจำนวนมาก
“ที่ผ่านมาเราดูข้อมูลจากแม่เป็นหลัก แต่เมื่อเกิดเหตุลักษณะนี้ขึ้น หากมีกรณีเพิ่มขึ้นในอนาคต ก็คงต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบเรื่องของพ่อมากขึ้น” นพ.ภูวเดช กล่าว
นพ.ภูวเดช กล่าวว่า หากผลการตรวจสอบพบว่ามีผู้กระทำผิด ก็จะดำเนินการตามพยานหลักฐานเป็นรายกรณี ส่วนกรณีที่มีการแอบอ้างบุคคลเป็นบิดาเพื่อให้เด็กได้รับสัญชาติไทย กระทรวงสาธารณสุขเห็นว่าอาจจำเป็นต้องนำการตรวจ DNA มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยืนยันความเป็นบิดา โดยเฉพาะกรณีมารดาเป็นชาวต่างชาติและอ้างว่าบิดาเป็นคนไทย เพื่อป้องกันการสวมสิทธิสัญชาติไทย
เมื่อถามว่าหากการตรวจสอบพบว่าผู้อำนวยการหรือผู้ดำเนินการสถานพยาบาลมีส่วนรู้เห็น จะมีความผิดหรือไม่ นพ.ภูวเดช กล่าวว่า หากผู้บริหารหรือผู้ดำเนินการรับรู้หรือมีส่วนเกี่ยวข้อง ก็จะส่งผลต่อการพิจารณาใบอนุญาตของสถานพยาบาล แต่ทั้งหมดต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริง เนื่องจากการตรวจสอบครั้งนี้เป็นการบูรณาการร่วมกันของหลายหน่วยงาน ทั้งตำรวจ ฝ่ายปกครอง และกระทรวงสาธารณสุข
นพ.ภูวเดช กล่าวว่า สิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขกังวลไม่ใช่การที่ชาวต่างชาติมาฝากครรภ์หรือคลอดบุตรในประเทศไทย เพราะหากเป็นบิดามารดาที่แท้จริงก็ไม่มีปัญหา แต่กังวลกรณีที่มีการแจ้งข้อมูลเท็จเพื่อให้เด็กได้รับสัญชาติไทยและนำสิทธิดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นในอนาคต ดังนั้น ในกรณีที่มารดาเป็นชาวต่างชาติและระบุว่าบิดาเป็นคนไทย อาจจำเป็นต้องกำหนดมาตรการตรวจสอบเพิ่มเติม รวมทั้งพิจารณาประเด็นการอุ้มบุญควบคู่กันไป เพื่อป้องกันการนำช่องโหว่ของกฎหมายไปใช้ในทางมิชอบ

