เมื่อ ‘แม่’ เป็นเพียงคนเดียวที่ยืนยันว่า ‘ใครเป็นพ่อเด็ก’ ถอดระบบแจ้งเกิดทั่วโลก ทำไมไม่มีใครบังคับตรวจ DNA
เหตุการณ์ตรวจสอบการแจ้งเกิดและการรับรองบุตรที่กำลังเป็นประเด็นในสังคม ไม่ได้ทำให้สังคมตั้งคำถามเฉพาะกับโรงพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ยังชวนย้อนกลับไปดู “ระบบแจ้งเกิด” ที่หลายประเทศทั่วโลกใช้ร่วมกันมานาน
คำถามง่ายๆ ที่หลายคนอาจไม่เคยคิดคือ รัฐรู้ได้อย่างไรว่าผู้ชายคนหนึ่งคือพ่อของเด็ก
หลายคนอาจนึกว่าการมีชื่อบิดาในสูติบัตรต้องผ่านการตรวจ DNA แต่ในความเป็นจริง แทบทุกประเทศไม่ได้ใช้การตรวจพันธุกรรมเป็นเงื่อนไขในการแจ้งเกิด หากไม่มีข้อพิพาทหรือเหตุอันควรสงสัย
ระบบส่วนใหญ่ รวมถึงประเทศไทย สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี ออสเตรเลีย และอีกหลายประเทศในยุโรป ใช้หลักการเดียวกัน คือ อาศัยการรับรองของผู้เกี่ยวข้องเป็นหลัก ไม่ใช่การพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางชีววิทยาตั้งแต่แรก
นั่นหมายความว่า การระบุว่าใครคือ “พ่อของเด็ก” ไม่ได้เกิดจากผลตรวจ DNA แต่เกิดจากข้อมูลที่ผู้ปกครองหรือผู้เกี่ยวข้องแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ ก่อนที่รัฐจะรับรองสถานะตามขั้นตอนของกฎหมาย
ทำไมทั่วโลกไม่ตรวจ DNA เด็กทุกคน
เหตุผลสำคัญไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีทำไม่ได้ แต่เป็นเพราะประเทศส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า การบังคับตรวจ DNA เด็กแรกเกิดทุกคนจะสร้างภาระมหาศาลต่อระบบสาธารณสุข ทั้งในด้านงบประมาณ เวลา และการจัดเก็บข้อมูลพันธุกรรมของประชาชน
อีกทั้งเด็กจำนวนมากเกิดในครอบครัวที่ไม่มีข้อพิพาท การตรวจทุกคนจึงถูกมองว่าเป็นมาตรการที่เกินความจำเป็น และอาจกระทบสิทธิความเป็นส่วนตัวของทั้งพ่อ แม่ และเด็ก ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงเลือกใช้หลัก “เชื่อโดยสุจริต” (Good Faith) เป็นพื้นฐานของระบบ และเปิดให้มีการตรวจ DNA เฉพาะเมื่อเกิดข้อพิพาท เช่น การโต้แย้งความเป็นบิดา คดีมรดก การฟ้องร้องรับรองบุตร หรือคดีอาญา
คำถามนี้ถูกตั้งข้อสังเกตโดย นพ.ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) หลังลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากคดี ‘พ่อทิพย์’ ในประเทศไทย ที่มีชายแทนรับรองบุตรให้กับหญิงชาวต่างชาติที่มาทำคลอดในโรงพยาบาลของไทย โดยยอมรับว่า กระบวนการแจ้งเกิดในปัจจุบัน “ดูแม่เป็นหลัก” เพราะเป็นผู้ที่ตั้งท้องจริง
ขณะที่ข้อมูลเกี่ยวกับบิดา จะเป็นข้อมูลที่ได้รับจากผู้เป็นแม่ ผ่านการระบุว่า “นี่คือพ่อของเด็ก” ส่วนหลักฐานการแจ้งเกิดนั้น จะใช้ใบรับรองการเกิดเป็นเอกสารสำคัญ ซึ่งระบุรายละเอียดวัน เวลา สถานที่เกิด เพศ และน้ำหนักของเด็ก รวมทั้งมีลายมือชื่อของผู้ทำคลอด แพทย์ผู้รับผิดชอบ และผู้แทนสถานพยาบาล ที่เป็นพยานเพราะเห็นเหตุการณ์ในการคลอด ตลอดจนข้อมูลชื่อบิดาและมารดา เพื่อนำไปใช้แจ้งเกิดต่อฝ่ายทะเบียนราษฎร และจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อาจต้องทบทวนมาตรการตรวจสอบให้รัดกุมมากขึ้นกว่าเดิม
ข้อมูลดังกล่าวทำให้หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า หากไม่มีการตรวจสอบความสัมพันธ์ทางสายเลือดตั้งแต่แรก โอกาสที่จะเกิดการแอบอ้างความเป็นบิดาจะมีหรือไม่
คดีล่าสุด จุดเริ่มต้นของคำถามใหม่
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่กำลังถูกตรวจสอบในประเทศไทย กำลังทำให้เกิดข้อถกเถียงในหลายประเทศเช่นกันว่า ระบบที่อาศัยการรับรองของบุคคลเป็นหลัก อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดได้ หากมีผู้ร่วมกันให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ
จากการที่ นพ.ภูวเดช ยอมรับว่า กระบวนการแจ้งเกิดในปัจจุบันยัง “ดูแม่เป็นหลัก” และจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้หน่วยงานเริ่มพิจารณาว่า อาจต้องเพิ่มมาตรการตรวจสอบความเป็นบิดาในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัย โดยหนึ่งในแนวทางที่อยู่ระหว่างการศึกษา คือ การนำการตรวจ DNA มาใช้เพื่อยืนยันความเป็นบิดาในคดีที่มีข้อพิรุธหรือมีความเสี่ยงต่อการสวมสิทธิ
ขณะเดียวกัน หลายประเทศก็เลือกใช้แนวทางเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ “ขบวนการแสวงหาประโยชน์” มากกว่าการเปลี่ยนระบบแจ้งเกิดทั้งหมด
ตัวอย่างล่าสุดในสหรัฐอเมริกา ที่เกิดปัญหาการแจ้งเกิดทิพย์เพื่อผลประโยชน์ในการถือสัญชาติ โดยเมื่อช่วงเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ (DOJ) มีคำสั่งให้อัยการทั่วประเทศ ให้ความสำคัญกับการสืบสวนคดี “Birth Tourism” หรือที่แปลตรงตัวว่า “การท่องเที่ยวเพื่อคลอดบุตร” ขบวนการพาหญิงต่างชาติเดินทางเข้าประเทศเพื่อคลอดบุตร โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อคลอดลูกที่นั่น เพื่อให้เด็กได้รับสัญชาติของประเทศนั้นตามกฎหมาย กรณีที่เป็นข่าวในสหรัฐอเมริกา เกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายที่เรียกว่า Birthright Citizenship หรือ สิทธิได้รับสัญชาติโดยการเกิด ซึ่งบัญญัติไว้ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ครั้งที่ 14 (14th Amendment)
หมายความว่า เด็กทุกคนที่เกิดบนแผ่นดินสหรัฐ โดยหลักจะได้รับสัญชาติอเมริกันทันที ไม่ว่าพ่อแม่จะเป็นคนสัญชาติใด ซึ่งทางสหรัฐ มุ่งดำเนินคดีกับผู้ที่ใช้ข้อมูลเท็จในการขอวีซ่า เครือข่ายนายหน้า รวมถึงความผิดฐานฉ้อโกง ฟอกเงิน และปลอมแปลงข้อมูล หลังศาลสูงสหรัฐมีคำพิพากษายืนยันหลักการให้เด็กที่เกิดในสหรัฐยังคงได้รับสัญชาติอเมริกันตามรัฐธรรมนูญ
แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่า แม้สหรัฐจะยังคง ไม่บังคับตรวจ DNA เด็กทุกคนก่อนแจ้งเกิด เช่นเดียวกับประเทศไทยและอีกหลายประเทศ แต่กลับเลือกเพิ่มความเข้มงวดในการดำเนินคดีกับผู้ที่ใช้ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือแสวงหาประโยชน์จากระบบ มากกว่าการเปลี่ยนหลักการแจ้งเกิดที่ใช้กันมานาน
แม้ประเทศไทยจะไม่ได้ใช้หลัก Birthright Citizenship แบบสหรัฐอเมริกา แต่ใช้หลัก สายโลหิต (Jus Sanguinis) เป็นหลัก กล่าวคือ เด็กที่มี “บิดา” หรือ “มารดา” เป็นคนไทยย่อมมีสิทธิได้รับสัญชาติไทยตามกฎหมาย
ดังนั้น หากมีการแอบอ้างความเป็นบิดาของบุคคลสัญชาติไทย ย่อมอาจส่งผลต่อการได้มาซึ่งสัญชาติและสิทธิอื่นของเด็กได้ ต่างจากสหรัฐอเมริกาที่ปัญหาอยู่ที่การเดินทางไปคลอดบุตรเพื่อให้เด็กได้สัญชาติจากการเกิดในประเทศ หรือที่เรียกว่า Birth Tourism แม้รูปแบบจะแตกต่างกัน แต่ทั้งสองกรณีสะท้อนโจทย์เดียวกัน คือ การป้องกันการนำระบบสัญชาติและการแจ้งเกิดไปใช้แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ โดยไม่กระทบสิทธิของเด็กที่เกิดโดยสุจริต
ไม่ใช่คำถามว่า “ควรตรวจ DNA ทุกคนหรือไม่”
คำถามที่คดีนี้ทิ้งไว้ จึงอาจไม่ใช่ว่า ประเทศไทยควรบังคับตรวจ DNA เด็กแรกเกิดทุกคนหรือไม่ เพราะจนถึงปัจจุบันก็แทบไม่มีประเทศใดในโลกใช้มาตรการดังกล่าว
แต่เป็นคำถามว่า เมื่อโลกเปลี่ยนไป การแจ้งเกิดเชื่อมโยงกับสัญชาติ สิทธิ และผลประโยชน์ของรัฐมากขึ้น ระบบที่อาศัยคำรับรองของบุคคลเป็นหลัก ควรเพิ่มกลไกคัดกรองใน “กลุ่มเสี่ยง” หรือไม่ เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ โดยไม่กระทบสิทธิของเด็กและครอบครัวส่วนใหญ่ที่ปฏิบัติตามกฎหมาย
เมื่อโลกเปลี่ยน ระบบควรเปลี่ยนหรือไม่
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ระบบแจ้งเกิดของหลายประเทศทั่วโลกถูกออกแบบบนหลักการเดียวกัน คือ คุ้มครองสิทธิของเด็กเป็นอันดับแรก เด็กทุกคนควรมีตัวตนตามกฎหมาย ได้รับสูติบัตร และเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยไม่ถูกปฏิเสธเพียงเพราะยังพิสูจน์ตัวบิดาไม่ได้ในวันที่ลืมตาดูโลก
แต่เมื่อการแจ้งเกิดไม่ได้หมายถึงเพียงการบันทึกการเกิด หากยังเชื่อมโยงกับการได้มาซึ่งสัญชาติ สิทธิรักษาพยาบาล สิทธิทางการศึกษา และสิทธิประโยชน์ของรัฐอีกจำนวนมาก คดีที่เกิดขึ้นในประเทศไทยจึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามใหม่ว่า ระบบที่ตั้งอยู่บนความเชื่อว่าผู้แจ้งข้อมูลทุกคนกระทำโดยสุจริต ยังเพียงพอสำหรับโลกปัจจุบันหรือไม่
คำตอบอาจไม่ใช่การบังคับตรวจ DNA เด็กทุกคน เพราะจนถึงวันนี้แทบไม่มีประเทศใดเลือกใช้แนวทางดังกล่าว แต่คือ การออกแบบกลไกตรวจสอบในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัย เพื่อปิดช่องทางการสวมสิทธิ โดยไม่สร้างภาระหรือกระทบสิทธิของเด็กและครอบครัวส่วนใหญ่ที่ปฏิบัติตามกฎหมาย

