สสส.ลงนามร่วมมือ7 อปท.พื้นที่ต้นแบบการจัดการบุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้า สกัดการแพร่ระบาดในชุมชน 

16.07.26 | 13:19 น.

สสส.ลงนามร่วมมือ7 อปท.พื้นที่ต้นแบบการจัดการบุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้า สกัดการแพร่ระบาดในชุมชน

วันที่ 16 กรกฎาคม สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก3) สสส. ร่วมกับศูนย์สนับสนุนวิชาการเพื่อการจัดการเครือข่าย (ศวภ.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 7 แห่ง ในฐานะพื้นที่ต้นแบบการควบคุมการบริโภคบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าโดยชุมชนท้องถิ่น และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเครือข่าย 26 แห่ง ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ สนับสนุนการจัดการบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าโดยชุมชนท้องถิ่น โดยความร่วมมือครั้งนี้มุ่งเน้น 3 วัตถุประสงค์หลัก ได้แก่ การเสริมสร้างศักยภาพให้ชุมชนสามารถจัดการตนเองในการรับมือกับปัญหาบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ, การขับเคลื่อนกระบวนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลด ละ เลิก การบริโภคยาสูบทุกรูปแบบผ่านการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่, และการมุ่งเน้นพัฒนานวัตกรรมพร้อมสังเคราะห์องค์ความรู้ เพื่อผลักดันให้เกิดนโยบายสาธารณะในการจัดการบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าที่ครอบคลุมและขยายผลได้จริงเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรม

บันทึกข้อตกลงฉบับนี้ได้กำหนดบทบาทหน้าที่ของภาคีเครือข่ายไว้อย่างชัดเจน โดย สสส. ทำหน้าที่จุดประกาย กระตุ้น และเสริมพลังให้เกิดการเชื่อมประสานระหว่างภาคีในพื้นที่ พร้อมสนับสนุนนวัตกรรมเชิงนโยบายและทุนในการขับเคลื่อน อปท.ต้นแบบ พัฒนาระบบและกลไกจัดการพื้นที่ สนับสนุนงบประมาณและศักยภาพผู้นำชุมชน พร้อมสังเคราะห์บทเรียนเพื่อขยายผล ขณะที่อปท.เครือข่าย พัฒนาระบบข้อมูล ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะระดับพื้นที่ และสร้างนวัตกรรมแก้ปัญหาในชุมชน

ส่วนศูนย์สนับสนุนวิชาการฯ สนับสนุนด้านวิชาการและพัฒนาศักยภาพเครือข่ายนักสร้างเสริมสุขภาวะชุมชน

Advertisement

ทั้งนี้ บันทึกข้อตกลงฯ มีระยะเวลาดำเนินการ 1 ปี 6 เดือน โดยมุ่งเสริมศักยภาพการจัดการตนเองของชุมชน ขับเคลื่อนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสภาพแวดล้อม พัฒนานวัตกรรมบนฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ และสังเคราะห์องค์ความรู้สู่ข้อเสนอนโยบายสาธารณะ

ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. กล่าวถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า และบทบาทของ สสส. ในการสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นว่า การแก้ปัญหานี้ไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ แต่เป็นการต่อยอดจากฐานทุนเดิมและกลไกความเข้มแข็งของตำบลสุขภาวะที่มีอยู่ โดย สสส. กำลังผลักดันให้พื้นที่ต้นแบบยกระดับศักยภาพสู่การเป็นศูนย์ฝึกอบรมหรือศูนย์เชี่ยวชาญ (HUB) ในการจัดการปัญหาบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ผ่านการใช้ระบบข้อมูล การกำกับดูแลด้วยระเบียบกฎหมาย การนำนวัตกรรมมาใช้ และการวิเคราะห์ความคุ้มค่าของการลงทุนเพื่อสุขภาพ พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกันของท้องถิ่น ท้องที่ องค์กรชุมชน และหน่วยงานรัฐ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการรณรงค์ทั่วไปไปสู่การวางระบบสุขภาวะอย่างยั่งยืน

“การขับเคลื่อนครั้งนี้เราไม่ได้เริ่มนับหนึ่งใหม่ แต่เป็นการใช้ฐานทุนเดิมและกลไกความเข้มแข็งของตำบลสุขภาวะที่มีอยู่ มายกระดับสู่การเป็น ศูนย์เชี่ยวชาญ ในการจัดการปัญหา โดยเรามุ่งหวังให้พื้นที่ต้นแบบมีความเชี่ยวชาญ ทั้งในด้านระบบข้อมูล การกำกับดูแลผ่านระเบียบกฎหมาย การนำนวัตกรรมมาใช้ และการวิเคราะห์ความคุ้มค่าของการลงทุนเพื่อสุขภาพ”  ดร.นิสา กล่าว

ดร.นิสา กล่าวว่า ปัญหาที่พบคือบุหรี่ไฟฟ้าเข้าถึงง่ายผ่านช่องทางออนไลน์ และผู้ปกครองมักกังวลเรื่องประวัติเสียทำให้ไม่กล้าให้ข้อมูล ชุมชนต้องสร้างความเข้าใจว่าข้อมูลที่เราเก็บคือเป้าหมายในการเข้าไปช่วยเหลือและป้องกัน ไม่ใช่การตีตรา

“ภารกิจของเราวันนี้ไม่ใช่แค่การขอให้เลิกสูบ แต่คือการสร้างรากฐานสุขภาวะที่เข้มแข็งผ่านกลไกท้องถิ่น เพื่อคุ้มครองลูกหลานให้รอดพ้นจากกับดักบุหรี่ไฟฟ้าและสร้างชุมชนที่ยั่งยืนร่วมกัน” ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน กล่าว

ด้าน นพ.พิศิษฐ์ ศรีประเสริฐ ประธานกรรมการบริหารแผนคณะที่ 3 สสส. กล่าวถึงยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการลดการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าของ สสส. ว่า ปัจจุบัน สสส. ได้ปรับกลยุทธ์การทำงานให้ทันต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลก โดยกำหนดให้ “บุหรี่ไฟฟ้า” และ “การจัดการค่าใช้จ่าย” เป็นโจทย์ท้าทายสำคัญ เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้าเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่มีกลยุทธ์การตลาดผ่านช่องทางออนไลน์เข้าถึงเด็กและเยาวชนได้ง่ายและรวดเร็ว

“บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอันตรายระดับโลกที่มีความเข้มข้นของนิโคตินสูงมาก การสูบเพียงหนึ่งครั้งเทียบเท่ากับการสูบบุหรี่มวนปกติถึง 50 มวน อีกทั้งยังเสพติดง่ายและอาจมีการผสมสารเสพติดชนิดอื่นเข้าไปด้วย ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ โดยเฉพาะเด็ก เยาวชน และหญิงตั้งครรภ์ การทำงานของ สสส. ในปีนี้จึงมุ่งเน้นที่การป้องกันนักสูบหน้าใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชน ต้องยอมรับว่า การทำงานนี้เป็นความท้าทายของชุมชนท้องถิ่น ที่ต้องใช้ความพยายามและความร่วมมืออย่างสูง แต่เป็นโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและทำให้ชุมชนสามารถอยู่รอดในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงนี้ได้” นพ.พิศิษฐ์ กล่าว

การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นของภาคีเครือข่ายทั้งหกฝ่ายในการบูรณาการและสานพลังการทำงานร่วมกัน เพื่อเสริมศักยภาพองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนท้องถิ่นในการจัดการปัญหาบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเป็นระบบ และเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่ชุมชนท้องถิ่นที่เข้มแข็งและน่าอยู่อย่างยั่งยืนในระยะยาว

หลังจากลงนามข้อตกลงความร่วมมือ นี้ อปท.ต้นแบบการควบคุมการบริโภคบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าโดยชุมชนท้องถิ่น (HUB) ทั้ง 7 แห่ง ประกอบด้วย ทต.วังทอง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก, ทต.สุวรรณถูมิ อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด. อบต.หนองกุงใหญ่ อ.กระนวน จ.ขอนแก่น , อบต.สนามชัย อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี, อบต.บางโรง อ.คลองเขื่อน จ.ฉะเชิงเทรา, อบต.แม่เจ้าอยู่หัว อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช และทต.มะรือโบตก อ.ระแงะ จ.นราธิวาส พร้อมเครือข่ายพื้นที่ต้นแบบการจัดการบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า 26 แห่ง ร่วมกันประกาศข้อตกลงการขับเคลื่อนการจัดการบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าโดยชุมชนท้องถิ่น 9 ข้อ เพื่อใช้การ ลด ละ เลิก บุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้า เป็นเงื่อนไขที่จะนำไปสู่การลดรายจ่ายเพื่อยกระดับสร้างเสริมสุขภาพของพื้นที่ ดังนี้

1. พัฒนากลไกการจัดการแบบมีส่วนร่วมระดมทรัพยากรและศักยภาพชุมชนท้องถิ่น ในการจัดการบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในพื้นที่ทุกระดับ เช่น หมู่บ้าน ตำบล หน่วยงานองค์กร เป็นต้น
2. พัฒนาศักยภาพผู้นำและกลไกการจัดการทุกระดับ ใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์สภาพปัญหาและบริหารจัดการความร่วมมือ เพื่อจัดการบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า
3. กำหนดมาตรการทางสังคม ในการจัดการบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า เช่น งดการสูบบุหรี่ในงานบุญ ใช้เป็นเงื่อนไขในการรับสวัสดิการของกองทุนหรือสถาบันการเงินชุมชน เป็นต้น
4. ขับเคลื่อนให้การจัดการบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า บรรจุในแผนพัฒนาท้องถิ่นและข้อบัญญัติท้องถิ่น
5. สนับสนุนให้สภาเด็กและเยาวชนมีบทบาทในการสร้างเรียนรู้เพื่อการจัดการบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า

6. กำหนดให้การสื่อสารรณรงค์สร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ ในการจัดการบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ให้เกิดการปฏิบัติเป็นวิถีของชุมชนท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง
7. ผลักดันให้หน่วยงาน เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล สถานศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และศาสนสถาน เป็นต้น มีการคัดกรอง บริการ และส่งต่อ เพื่อลด ละ เลิก การสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า

8. ผลักดันให้มีพื้นที่ปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าตามกฎหมายและข้อตกลงของชุมชน เช่น บ้าน ตลาดนัด ร้านอาหาร สนามกีฬา ศาสนสถาน สถานที่ราชการ สถานศึกษา สถานประกอบการ สวนสาธารณะ เป็นต้น
9. ประสานความร่วมมือกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำองค์กรชุมชน รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อจัดการบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า