ผอ.รพ.ซานคามิลโล ยันไม่ได้นิ่งนอนใจ พร้อมร่วมสอบปม ‘หมอพาร์ทไทม์’ วัย 70 ปี วินิจฉัยผิดพลาด

19.07.26 | 11:08 น.

ผอ.รพ.ซานคามิลโล ยัน ‘ไม่ได้นิ่งนอนใจ’ พร้อมให้ความร่วมมือทุกฝ่ายตรวจสอบปม ‘หมอพาร์ทไทม์’ วัย 70 ปี วินิจฉัยผิดพลาด

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม คุณพ่อปิยะศักดิ์ ว่องไว ผู้อำนวยการและแพทย์ของโรงพยาบาลซานคามิลโล อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี เดินทางไปร่วมงานศพนายภาณุพงศ์ มีสุข อายุ 31 ปี ที่เสียชีวิตจากการวินิจฉัยผิดพลาดของแพทย์พาร์ทไทม์ในโรงพยาบาล ที่วัดบำเพ็ญเหนือ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยกล่าวด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่แสดงถึงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมกล่าวขอโทษครอบครัวผู้เสียชีวิต

คุณพ่อปิยะศักดิ์กล่าวว่า วันนี้เดินทางมาเพื่อแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในฐานะผู้อำนวยการโรงพยาบาล ตนไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเรื่องดังกล่าว และรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก ขณะนี้โรงพยาบาลได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว และให้แพทย์ที่เกี่ยวข้องพักการปฏิบัติหน้าที่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ ซึ่งแพทย์เจ้าของไข้คนดังกล่าวอายุกว่า 70 ปี และเป็นแพทย์อายุรกรรมพาร์ทไทม์ ทำงานกับโรงพยาบาลมานานกว่า 10 ปีแล้ว มีคำสั่งให้พักงานและไม่สามารถติดต่อได้ พร้อมระบุว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถติดต่อแพทย์คนดังกล่าวได้

คุณพ่อปิยะศักดิ์กล่าวว่า หลังจากนี้น่าจะมีหลายหน่วยงานเข้ามาตรวจสอบ ทั้งแพทยสภาและกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งโรงพยาบาลพร้อมให้ความร่วมมือ และขอแสดงความเสียใจ รวมทั้งขอโทษครอบครัวผู้เสียชีวิต น้องทราย ลูกสาวตัวเล็ก และญาติทุกคนที่ต้องสูญเสียในครั้งนี้

“หลังจากนี้ผมเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับเรื่องนี้ ก็ขอให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามคณะกรรมการที่จะตัดสินใจ ซึ่งมีกระบวนการต่างๆ มากมาย ผมเองก็ไม่ถนัดในเรื่องนั้น เพียงแค่ว่าถ้าเข้ามาขอความร่วมมืออะไร เราก็จะให้ความร่วมมือ เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี ส่วนญาติจะมีการฟ้องหรือไม่ฟ้อง ก็แล้วแต่ญาติ และขอให้เป็นไปตามกฎหมาย” คุณพ่อปิยะศักดิ์กล่าว

คุณพ่อปิยะศักดิ์กล่าวว่า ตนรู้สึกเสียใจ และบุคลากรของโรงพยาบาลทุกคนก็ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นกัน โดยโรงพยาบาลมีเจ้าหน้าที่เกือบ 300 คน รวมทั้งยังมีผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษา ซึ่งได้รับผลกระทบจากกระแสข่าวที่เกิดขึ้น

Advertisement

คุณพ่อปิยะศักดิ์กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นสิ่งเตือนใจให้โรงพยาบาลตระหนัก และควรมีการปฏิรูปอีกครั้งหนึ่ง แม้ที่ผ่านมาโรงพยาบาลจะดำเนินการเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด แต่ตนคิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจเป็นพฤติกรรมส่วนบุคคล ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ทั้งที่โรงพยาบาลของตนหรือที่อื่น และหวังว่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้กับสังคม

“ขอบคุณสื่อมวลชนทุกท่านที่ติดตามและเอาใจใส่เรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน และส่งผลกระทบต่อครอบครัวผู้สูญเสีย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ ท้ายที่สุดก็ส่งผลกระทบต่อโรงพยาบาลและเจ้าหน้าที่อีกหลายท่านที่ยังทำหน้าที่ดูแลคนเจ็บคนป่วยที่มารอรับการรักษา เพราะฉะนั้นก็อยากจะขอให้สังคมให้โอกาสกับพวกเรา ผมตั้งใจจริงที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลง หากมีอะไรที่ขาดตกบกพร่องในลักษณะแบบนี้ ก็ขอให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม” คุณพ่อปิยะศักดิ์กล่าว