พนัส รับเป็น ‘ทีเร็กซ์’ ได้ เปิดทีมพลังแรงงาน ชิงบอร์ดประกันสังคม ดึงพนักงานไทยซัมมิทร่วมทัพ
เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม นายพนัส ไทยล้วน อดีตกรรมการประกันสังคมฝ่ายผู้ประกันตนหลายสมัย และประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “คุยนอกจอ” พร้อมเปิดตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ฝ่ายผู้ประกันตน ในนามทีม “พลังแรงงาน” ทั้ง 7 คน โดยในรายการมีผู้สมัครมาร่วมสัมภาษณ์ 3 คน ได้แก่ นายสมเกียรติ ประนอมมิตร นายกิตติศักดิ์ อาทิสกุลทรัพย์ และนายสรายุทธ์ พรหมสวัสดิ์
ช่วงต้นรายการเป็นไปอย่างคึกคัก เมื่อพิธีกรหยอกล้อถึงประสบการณ์การทำงานด้านแรงงานของนายพนัสที่ยาวนานกว่า 53 ปี พร้อมถามว่า หากมีคนเรียกว่าเป็น “ไดโนเสาร์” จะรู้สึกอย่างไร
นายพนัส กล่าวว่า ไม่ติดใจ จะเรียกว่าอะไรก็ได้ เพราะทำงานด้านแรงงานมาตั้งแต่สมัยค่าแรงวันละ 300 บาท ก่อนที่พิธีกรจะกล่าวติดตลกว่า หากเลือกได้ขอให้เป็น “ทีเร็กซ์” หรือ “แรปเตอร์” มากกว่าไดโนเสาร์คอยาว ซึ่งนายพนัสตอบกลับพร้อมหัวเราะว่า “ทีเร็กซ์ก็ดี กินทุกตัว”
จากนั้น นายพนัส เปิดตัวผู้สมัครทีมพลังแรงงาน พร้อมยืนยันว่า แม้ครั้งนี้จะไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเอง แต่ยังทำหน้าที่สนับสนุนทีมอย่างเต็มที่ โดยระบุว่า หากไม่มีกติกากำหนดให้เว้นวรรคการดำรงตำแหน่งกรรมการประกันสังคม ก็คงทำหน้าที่ต่อไป แต่เมื่อถึงเวลาต้องส่งต่อ ก็ต้องเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานแทน
นายพนัส แนะนำผู้สมัครที่ร่วมรายการ เริ่มจาก นายสมเกียรติ ประนอมมิตร เลขาธิการสภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย ซึ่งทำงานในอุตสาหกรรมยานยนต์มา 33 ปี ตามด้วย นายกิตติศักดิ์ อาทิสกุลทรัพย์ รองประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย และประธานสหภาพแรงงานเด็นโซ่ สยาม
ส่วนนายพนัสแนะนำเป็นพิเศษ คือ นายสรายุทธ์ พรหมสวัสดิ์ ผู้สมัครหมายเลข 65 ซึ่งทำงานอยู่บริษัท ไทยซัมมิท ออโตโมทีฟ จำกัด มาแล้ว 14 ปี
เมื่อพิธีกรถามว่า บริษัทไทยซัมมิทมีความเชื่อมโยงกับครอบครัวนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เหตุใดจึงตัดสินใจมาร่วมทีมพลังแรงงาน
นายสรายุทธ์ กล่าวว่า การลงสมัครครั้งนี้เป็นการตัดสินใจของตนเอง และเข้ามาทำงานเพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตน ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง
ด้าน นายพนัส กล่าวเสริมว่า ตลอดระยะเวลาที่ทำงานด้านแรงงาน ไม่เคยมีการแทรกแซงจากครอบครัวจึงรุ่งเรืองกิจ แม้จะเคยมีโอกาสเจรจากันหลายครั้งในฐานะตัวแทนแรงงาน แต่ไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งฝ่ายลูกจ้างหรือการดำเนินงานของสหภาพแรงงาน
เมื่อพิธีกรถามถึงที่มาของชื่อ “พลังแรงงาน” นายพนัส กล่าวว่า เป็นชื่อที่ผ่านการหารือร่วมกันของเครือข่ายแรงงาน และสะท้อนการรวมพลังของผู้ใช้แรงงานในการทำหน้าที่แทนผู้ประกันตน
ต่อมา พิธีกรหยิบยกประเด็น “ปฏิทินประกันสังคม” ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นประเด็นโจมตีในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยถามว่า หากได้รับเลือกเป็นกรรมการประกันสังคม จะสนับสนุนการจัดทำปฏิทินต่อหรือไม่
นายสรายุทธ์ กล่าวว่า เรื่องปฏิทินควรขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ประกันตน หากผู้ประกันตนต้องการก็สามารถดำเนินการได้ แต่หากไม่ต้องการก็ไม่จำเป็นต้องจัดทำ พร้อมยืนยันว่า ทีมพลังแรงงานไม่มีนโยบายผลักดันการจัดทำปฏิทินเป็นการเฉพาะ
เมื่อพิธีกรถามย้ำว่า หากเข้าไปเป็นกรรมการประกันสังคมจะลงมติเห็นชอบหรือไม่ นายสรายุทธ์ กล่าวว่า จะรับฟังความคิดเห็นของผู้ประกันตนเป็นหลัก หากเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยก็จะไม่สนับสนุน พร้อมมองว่า การหยิบยกเรื่องปฏิทินมาโจมตีทีมพลังแรงงานในช่วงเลือกตั้งไม่เป็นธรรม
ด้าน นายพนัส กล่าวว่า ยอมรับว่าเป็นผู้ริเริ่มจัดทำปฏิทินประกันสังคมเมื่อหลายสิบปีก่อน โดยในช่วงแรกผลิตเพียงหลักแสนฉบับ ก่อนจะเพิ่มจำนวนตามจำนวนผู้ประกันตน พร้อมยืนยันว่า การนำเรื่องดังกล่าวกลับมาโจมตีในปัจจุบันไม่สะท้อนข้อเท็จจริง เนื่องจากบริบท งบประมาณ และต้นทุนการจัดทำในแต่ละยุคแตกต่างกัน
นายพนัส ยังกล่าวถึงทีม “ประกันสังคมก้าวหน้า” ซึ่งส่งผู้สมัครทั้งฝ่ายผู้ประกันตนและฝ่ายนายจ้าง รวม 14 คน ว่า ไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว เพราะหลักการบริหารกองทุนประกันสังคมต้องมีตัวแทนจาก 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายลูกจ้าง และฝ่ายรัฐบาล หากทั้งฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างมาจากทีมเดียวกัน จะไม่เกิดการถ่วงดุล และระบุว่าไม่เคยพบแนวทางลักษณะนี้ในต่างประเทศ
เมื่อพิธีกรถามว่า หากอีกฝ่ายได้รับเลือกครบทั้ง 14 คน จะส่งผลอย่างไร นายพนัส กล่าวว่า แม้ผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับการแต่งตั้งจะไม่มีสิทธิออกเสียง แต่สามารถเสนอความเห็นและมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของคณะกรรมการได้ จึงไม่ต้องการให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งครองเสียงข้างมาก พร้อมย้ำว่า “พันล้านเปอร์เซ็นต์” ไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว
จากนั้น บทสนทนาเข้าสู่ประเด็น “สูตร CARE” ซึ่งเป็นสูตรคำนวณบำนาญชราภาพแบบใหม่ โดยทีมพลังแรงงานประกาศจุดยืนว่า ยังไม่เห็นด้วยกับการผลักดันในเวลานี้
เมื่อพิธีกรถามถึงเหตุผล นายสมเกียรติ กล่าวว่า จากการศึกษารายละเอียด พบว่าสูตร CARE อาจทำให้ผู้ประกันตนมาตรา 39 ได้รับประโยชน์ในบางส่วน ขณะที่ผู้ประกันตนมาตรา 33 อาจเสียประโยชน์ อีกทั้งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการคำนวณผลกระทบที่ชัดเจน จึงเห็นว่ายังไม่ควรเดินหน้า
ด้าน นายกิตติศักดิ์ กล่าวว่า ทีมไม่ได้คัดค้านสูตร CARE ทั้งหมด เพราะยังมีข้อดีบางประการ อาทิ การนับระยะเวลาส่งเงินสมทบที่เป็นเศษเดือนมารวมคำนวณสิทธิ แต่ยังมีรายละเอียดหลายประเด็นที่ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะการคำนวณบำนาญจากฐานรายได้เฉลี่ยของผู้ประกันตนทั้งระบบ ซึ่งยังไม่มีตัวเลขอย่างเป็นทางการ ทำให้ผู้ประกันตนไม่สามารถประเมินได้ว่าจะได้รับบำนาญเพิ่มขึ้นหรือลดลง
เมื่อพิธีกรแย้งว่า กระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างเห็นชอบในหลักการของสูตร CARE แม้จะกังวลเรื่องภาระทางการเงินของกองทุน แต่มองว่าจะทำให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น
นายพนัส กล่าวว่า การปรับปรุงสิทธิประโยชน์ต้องเป็นประโยชน์กับผู้ประกันตนทุกกลุ่ม ไม่ใช่เฉพาะบางกลุ่ม พร้อมระบุว่า ผู้ใช้แรงงานจำนวนมากยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องบำนาญ เพราะเป็นสิทธิที่จะได้รับในอนาคตอีกหลายสิบปี สิ่งที่ควรเร่งดำเนินการคือการแก้ปัญหาที่ผู้ประกันตนกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ทั้งเรื่องสิทธิกรณีว่างงาน การรักษาพยาบาล และสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ที่ส่งผลต่อการดำรงชีวิตโดยตรง ก่อนจะทยอยอธิบายนโยบายของทีมพลังแรงงานในประเด็นต่าง ๆ หากได้รับเลือกเข้าไปทำหน้าที่ในบอร์ดประกันสังคม

