เปิดวิสัยทัศน์ ‘ประกันสังคมชัดเจน’ ชู 7 นโยบายเด่น ดัน AI ยกระดับบริการ ฟื้นศรัทธากองทุนผู้ประกันตน
นายจตุรงค์ ไพรสิงห์ อดีตกรรมการประกันสังคม ฝ่ายผู้ประกันตน (บอร์ดประกันสังคม) ชุดที่ 14 ในฐานะผู้นำทีม “ประกันสังคมชัดเจน” ซึ่งสมัครรับเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม ฝ่ายผู้ประกันตน ประจำปี 2569 ให้สัมภาษณ์มติชนถึงการลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้ ว่า ทีมประกันสังคมชัดเจน ได้ลงสมัครฝ่ายผู้ประกันตนทั้งหมด 7 คน ประกอบด้วยหมายเลข 4, 5, 6, 7, 8, 9 และ 22 โดยชูนโยบาย 7 เรื่อง ผ่านสโลแกน ‘เงินชัด’ เงินสมทบต้องตรวจสอบได้ทุกบาท ‘สิทธิชัด’ สิทธิประโยชน์เข้าใจง่าย และไม่ถูกปฎิเสธแบบไม่เป็นธรรม และ ‘บำนาญชัด’ บำนาญต้องพออยู่ไม่ใช่แค่พออยู่รอด
สำหรับนโยบาย 7 ข้อ ได้แก่ 1.ปฏิรูประบบประกันสังคม โปร่งใส เป็นธรรม เป็นของผู้ประกันตน 2.ปฏิรูประบบบำนาญ สร้างความมั่นคงยามเกษียณ 3.จัดตั้งโรงพยาบาลของสำนักงานประกันสังคม 4.สร้างโอกาส สร้างอนาคตให้ผู้ประกันตน 5.ยกระดับสิทธิแม่และเด็ก และคนพิการ 6.ประกันสังคมอัจฉริยะ นำเทคโนโลยี AI มาพัฒนาระบบบริการ และ 7.ปฏิรูปการจ่ายเงินสมทบของภาครัฐ
นายจตุรงค์ กล่าวถึงนโยบายประกันสังคมอัจฉริยะที่จะนำมาพัฒนา ว่า ปัจจุบันประกันสังคมมีแอพพลิเคชั่น SSO Plus อยู่แล้ว ถ้าทำแอพพ์ใหม่ขึ้นมา เกรงว่าผู้ประกันตนจะสับสนว่ามีหลายแอพพ์เกินไป จึงอยากยกระดับแอพพ์ที่มีอยู่ ต่อยอดขยายให้เทียบเท่ากับแอพพ์ธนาคาร ที่ปัจจุบันไม่ต้องเดินทางไปถึงธนาคาร ก็สามารถทำธุรกรรมผ่านแอพพ์ได้ 24 ชั่วโมง โดยจะสอดแทรกเรื่องการถาม-ตอบ การร้องเรียน ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ให้ตอบสนองได้ 24 ชั่วโมง เพราะผู้ประกันตนเกือบ 12 ล้านคนนั้น ส่วนมากเป็นกลุ่มลูกจ้างที่ทำงานเป็นช่วงเวลา (ทำงานเป็นกะ) เขาจึงอาจจะไม่สะดวกในการเดินทางเข้าไปที่สำนักงาน แอพพ์นี้จะเป็นทางเลือกหนึ่งที่เขาเข้าถึงได้ง่ายที่สุด
“ปัจจุบันทางทีมประกันสังคมชัดเจน ทดลองเรื่องการใช้แอพพลิเคชั่นไลน์บัญชีทางการ (Line OA) ที่สมาชิกหรือเครือข่าย มีคำถาม มีข้อร้องเรียน สามารถสแกนมาแจ้งได้ โดยจะมีทีมงานคัดกรองตอบและแก้ปัญหาช่วย ซึ่งมีการทดลองใช้มาระยะหนึ่ง รู้สึกว่าได้ผลรวดเร็ว ดีกว่าโทร 1506 ที่เหมือนรอแบบไม่มีความหวัง คิดว่าถ้าทำได้อาจจะดีต่อทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายผู้ประกันตนและสำนักงาน ซึ่งจะช่วยลดภาระงาน และตอบสนองความต้องการของผู้ประกันตนได้รวดเร็ว ในภายภาคหน้าอาจจะจัดการเลือกตั้งผ่านแอพพ์ได้” นายจตุรงค์ กล่าว
นายจตุรงค์ กล่าวว่า สำหรับแนวทางการดำเนินงาน ในระยะสั้นภายใน 7 วัน ถึง 1 เดือน หากได้เข้าไปเป็นคณะกรรมการประกันสังคม สิ่งแรกที่ง่ายที่สุดแบบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย จะเริ่มจากการเปิดเผยข้อมูลการลงทุนและการประชุมที่มีมติที่ชัดเจนที่จะสื่อสารได้ เพราะปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมเกิดวิกฤตเรื่องความศรัทธา ฉะนั้นนี่เป็นสิ่งที่บอร์ดเข้าไปครั้งแรกควรทำได้
ระยะกลางภายใน 3-6 เดือน จะเร่งพัฒนาระบบประกันสังคมอัจฉริยะผ่านการต่อยอด แอพพ์ SSO Plus ซึ่งไม่ต้องใช้งบประมาณมากมาย ไปปรับให้เป็นตัวช่วยในการตอบให้รวดเร็วขึ้น และระยะยาว คือ การดึงประกันสังคมออกจากระบบราชการ การบริหารกองทุนให้มีความคล่องตัวมากขึ้น โดยเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนเข้ามาบริหาร เพื่อเพิ่มผลตอบแทนและความมั่นคงของกองทุน
“ปัญหาสำคัญในปัจจุบันคือวิกฤตศรัทธา เนื่องจากผู้ประกันตนจำนวนมากไม่ได้รับคำตอบที่รวดเร็วจากการสอบถาม หรือประสบปัญหาการรับสิทธิประโยชน์ จึงจำเป็นต้องเร่งฟื้นความเชื่อมั่นโดยเร็ว” นายจตุรงค์ กล่าว
นายจตุรงค์ กล่าวว่า การเข้าไปนั่งในบอร์ดประกันสังคมนั้นทุกทีมก็คงต้องการเข้าไปทั้งทีม คือ 7 คน ประกันสังคมชัดเจนเองก็เช่นกัน เพราะเราอยากได้นโยบายของเรา แน่นอนว่าจากการเข้าไปอยู่เพียงคนเดียว 1 ต่อ 6 การนำเสนอในหลายๆ เรื่องค่อนข้างยาก เพราะแต่ละทีมก็จะมีนโยบายที่แตกต่างกัน
จะเห็นว่ามีนโยบาย 2 เรื่อง ที่ในครั้งก่อนนั้นเข้าไปเพียงคนเดียวร่วมกับทีมประกันสังคมก้าวหน้านั้น ที่มีนโยบายไม่ตรงกัน ทำให้ไม่ได้ร่วมกันขับเคลื่อน เช่น เรื่องโรงพยาบาล (รพ.) กับธนาคาร เมื่อเขาไม่ได้เห็นด้วยก็จะไม่ได้ช่วยผลักดัน ซึ่งรพ. เป็นนโยบายที่อยากทำให้เกิดความยั่งยืนและความเชื่อมั่นต่อผู้ประกันตน ขณะนี้ถูกเอาไปเปรียบเทียบกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ว่าด้อยกว่าเยอะมาก ซึ่งจริงๆ แล้วนั้นประกันสังคมมีหน้าที่จ่ายเงิน ไปควบคุมโรงพยาบาลไม่ได้ จึงต้องมีโรงพยาบาลตัวอย่างและต้นแบบเพื่อเป็นตัวเปรียบเทียบ
“พระยังมีรพ. ทหาร ตำรวจ ยังมีรพ. ทั้งที่เขาใช้เงินของรัฐไปสร้าง ทำไมเราไม่นำเงินของเราไปปรับปรุงให้เกิดนโยบายรพ.ที่เขาควบคุมราคาหรือคุณภาพการบริการที่ดีได้” นายจตุรงค์ กล่าว
นายจตุรงค์ กล่าวว่า ต่อมาธนาคารแรงงานหรือธนาคารประกันสังคม มองว่าผู้ประกันตนเขาจะเข้าถึงแหล่งทุน เราสามารถใช้เงินบำนาญเขามาทำได้ ยกตัวอย่าง 2 ปีที่ผ่านมาที่ได้เข้าไปอยู่ในบอร์ดฯ เรามีเงินที่อนุมัติปล่อยกู้ให้กับผู้ประกันตนซื้อที่อยู่อาศัย 10,000 ล้านบาท ปรากฏว่าข้อเท็จจริง ผู้ประกันตนสามารถใช้ได้จริงไม่ถึง 3,000 ล้านบาท เนื่องจากติดเงื่อนไขเครดิตบูโร ขณะที่ธนาคารได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงกว่า หากประกันสังคมสามารถปล่อยกู้โดยตรง จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยและเพิ่มประโยชน์ต่อทั้งผู้ประกันตนและกองทุน
นายจตุรงค์ กล่าวว่า สำหรับสูตรบำนาญ CARE ตนนั้นเป็นบอร์ดเพียงคนเดียวที่รับหลักการเรื่องสูตร CARE แต่ไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด เพราะยังมีคนที่เสียประโยชน์จากการปรับสูตรเดิมมาเป็นสูตรนี้ จะไม่เอ่ยถึงมาตราไหนอย่างที่สังคมกำลังโจมตี มองว่าไม่ว่ามาตราใดยังมีคนมีผลกระทบต่อบำนาญสูตรนี้อยู่ ซึ่งมีจำนวนเยอะมาก จะเห็นว่าทีมประกันสังคมก้าวหน้า พยายามบอกอยู่ตลอดเวลาว่าการปรับสูตรมีคนได้ประโยชน์อยู่ 5 แสนกว่าคน แต่เขาไม่ได้เอ่ยถึงกลุ่มคนที่เสียประโยชน์จะมีประมาณเท่าไหร่ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 16% ของผู้ประกันตนทั้งหมด จึงอยากเสนอให้มีมาตรการชดเชยอย่างชัดเจน หรือกำหนดหลักเกณฑ์ให้เลือกใช้สูตรที่ให้ผลประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ประกันตน เพื่อป้องกันความเหลื่อมล้ำและข้อขัดแย้ง
“การสื่อสารข้อมูลสูตร CARE ที่ผ่านมาอาจไม่ครอบคลุมเพียงพอ ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน และสำนักงานประกันสังคมต้องเปิดเผยการคำนวณอย่างละเอียด เพื่อให้ผู้ประกันตนแต่ละมาตราสามารถเปรียบเทียบและตัดสินใจได้อย่างโปร่งใส แต่ปรากฏว่ากฎกระทรวงที่อ้างมาไม่ได้มีแบบนี้ไว้ ซึ่งแน่นอนว่าจะเกิดวิกฤติศรัทธาครั้งใหญ่ และจะมีกลุ่มที่เสียประโยชน์ ที่ไม่เห็นด้วย ร่วมลงมือช่วยกันเพื่อจะไปฟ้องศาลปกครองเพื่อคัดค้าน เรื่องนี้สร้างความขัดแย้งในสังคมพอสมควร” นายจตุรงค์ กล่าวและว่านี่เป็นปัญหาที่พอเข้าไปคนเดียว เสียงเพียงหนึ่งเสียงจึงไม่เพียงพอ
นายจตุรงค์ กล่าวต่อว่า จุดแข็งของทีม คือ เป็นทีมแรงงานที่ทำงานอยู่ในรั้วโรงงาน เป็นผู้ใช้แรงงานที่เผชิญปัญหาโดยตรง พูดคุยกันในเรื่องปัญหาแรงงานเป็นหลัก ‘ไม่ได้อยู่กับทีมการเมืองตัดปัญหาเรื่องนี้ออกไปได้’ ฉะนั้น จะเป็นกลุ่มที่เข้มแข็งเรื่องปัญหาสะท้อนจากความต้องการของคนงานที่แท้จริง โดยผู้ลงสมัครมีตั้งแต่ผู้ประกันตนมาตรา 33, แรงงานอิสระ, นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ และในส่วนของผู้พิการ มูลนิธิมหาไถ่เพื่อคนพิการ
“จะเห็นได้ว่าองค์ประกอบของทีม มาจากคนที่อยู่ในระบบประกันสังคมจริงและเน้นเฉพาะในส่วนของแรงงานที่อยู่กับปัญหาจริงทั้งหมด” นายจตุรงค์ กล่าว
นายจตุรงค์ กล่าวว่า ฝากถึงผู้ประกันตนและนายจ้าง เงินกองทุนประกันสังคมนี้เป็นเงินของพวกเรา เป็นเงินของคนในสังคมทั้งหมด และเงินนี้จะเป็นตัวการันตีให้ทุกคนในอนาคต ว่าทำงานหนักมาทั้งชีวิต จะใช้ชีวิตอย่างไรหลักจากการเกษียณอายุไป
ฉะนั้นกองทุนหลักๆ จะเป็นเรื่องของบำนาญชราภาพ ซึ่งอยากให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนด ในระหว่างที่ทุกคนใช้ชีวิตทำงาน ยังมีเงินเดือน มีค่าจ้าง ที่ยังพอดำรงชีวิตอยู่ได้ แต่อยากให้มองภายหลังจากเกษียณอายุไปแล้ว เงินส่วนนี้จะเป็นส่วนที่ช่วยดำรงชีวิต รวมถึงไปนายจ้างที่จ่ายเงินเข้ากองทุนตลอด ลูกจ้างเขาจะมีความหวัง ว่าเกษียณไปแล้วเขาจะอยู่ได้อย่างไร
“ถ้าเกิดไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เท่ากับว่าสิ่งที่ทุกคนต้องการอาจจะไม่ได้สะท้อนออกไป ทำให้คนมาตัดสินใจหรือมากำหนดนโยบายแทนได้ หรือแม้กระทั่งมาลดสิทธิประโยชน์บางอย่าง ฉะนั้นเงินนี้เป็นเงินของทุกคน อยากให้ทุกคนสนใจ” นายจตุรงค์ กล่าว
สุดท้ายนี้อยากให้ทุกคนวางเรื่องสีเสื้อและการเมืองลง หลายคนพูดว่าไม่อยากไปเลือกตั้งเพราะมีเรื่องการเมือง อยากให้ล้มล้างความคิดแบบนี้ ‘นี่ไม่ใช่เรื่องการเมือง’ แต่เป็นเรื่องพื้นฐานของคนจริงๆ คนที่ต้องได้รับเงินไปจนกว่าจะจากโลกใบนี้ไป นี่เป็นเรื่องของทุกคน อยากให้ตระหนักว่าจะทำอย่างไรให้เงินของตนนั้นตอบแทนอย่างยั่งยืนในอนาคต

