‘นพรุจ’ ผู้สมัครหน้าใหม่ ชูนโยบาย ‘รับฟังทุกเสียง ผลักดันทุกสิทธิ’ เป้าหมายใหญ่คือผู้ประกันตน

23.07.26 | 09:30 น.

 ‘นพรุจ’ ผู้สมัครหน้าใหม่ ชูนโยบาย ‘รับฟังทุกเสียง ผลักดันทุกสิทธิ’ เป้าหมายใหญ่คือผู้ประกันตน

นายนพรุจ เพิ่มกาญจนา ผู้สมัครอิสระ คณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ฝ่ายผู้ประกันตน เบอร์ 40 ให้สัมภาษณ์มติชนถึงการลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้ ว่า สำหรับตนนั้นมองว่าประกันสังคมต้องเป็นของผู้ประกันตน เพราะผู้ประกันตนคือเจ้าของเงินกองทุน ดังนั้น ทุกนโยบายต้องเริ่มจากเสียงของผู้ประกันตนก่อน จึงเป็นที่มาของแนวคิดที่ได้สื่อสารไปทางสื่อโซเชียลทุกช่องทาง คือ ‘รับฟังทุกเสียง ผลักดันทุกสิทธิ’ โดยแบ่งเป็น 10 รับฟังทุกเสียง ซึ่งเป็นภารกิจในการทำงาน 10 ผลักดันทุกสิทธิ ซึ่งเป็นนโยบายที่ตั้งใจผลักดันให้เกิดขึ้น

นายนพรุจ กล่าวว่า ใน 20 ข้อนี้ ถ้าให้เลือก 3 ข้อแรกที่นำมาพูดถึงและจะผลักดันให้เร็วที่สุด โดยผู้ประกันตนจะได้รับประโยชน์โดยตรง คือ 1.ทำให้สิทธิรักษาพยาบาลสะดวกขึ้น ผลักดันให้กับผู้ประกันตนสามารถเข้ารับการรักษาทุกโรงพยาบาล (รพ.) ที่เข้าร่วมประกันสังคม ไม่จำเป็นเฉพาะรพ.รัฐที่เลือกไว้ เช่น กรณีที่ไปต่างจังหวัดถ้ามีการเจ็บ ป่วย เกิดขึ้น ก็ไม่จำเป็นต้องเดินทางกลับเพื่อมารักษาตามรพ.ที่เลือกไว้ แต่จะสามารถเข้าได้ทุกรพ. โดยใช้บัตรประชาชนเพียงใบเดียวในการยื่นสิทธิ 2.ปลดล็อกเงินชราภาพบางส่วน ผู้ประกันตนเป็นเจ้าของเงินสมทบของตนเองอยู่แล้ว แต่ควรมีทางเลือกให้สามารถนำเงินชราภาพบางส่วนออกมาใช้เมื่อมีความจำเป็นได้ ซึ่งแน่นอนว่าการดึงส่วนที่เป็นของผู้ประกันตนอยู่แล้วออกมาใช้ จะได้ไม่มีการเสียดอกเบี้ย เพื่อช่วยบรรเทาในช่วงวิกฤต และรักษาเรื่องการออมในระยะยาวด้วย

3.เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นทุกไตรมาส จัดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสม่ำเสมอและรายงานผลการทำงานของบอร์ดทุก 3 เดือน เปิดเผยข้อมูลให้ผู้ประกันตนสามารถตรวจสอบได้ เพราะความโปร่งใส คือ รากฐานความมั่นคงและจะทำให้ผู้ประกันตนพัฒนาร่วมไปกับประกันสังคมมากขึ้น 3 ข้อนี้สะท้อนแนวคิดในการทำงาน คือ สิทธิเข้าถึงได้ เงินที่เป็นของผู้ประกันตนและการบริหารที่โปร่งใส

นายนพรุจ กล่าวว่า ในเรื่องสิทธิการรักษาพยาบาลที่ระบบปัจจุบันยังมีข้อจำกัด จริงๆ แล้วนั้น ไม่ได้กับสำหนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ใช้บัตร 30 บาทรักษาทุกโรค ในการรักษาทุกรพ. ซึ่งบัตรของสปสช. อาจจะรักษาได้ดีกว่าประกันสังคม ส่วนในเรื่องงบประมาณส่วนใหญ่แล้วนั้น รพ.ที่เข้าร่วมประกันสังคมส่วนมากเป็นรพ.ของภาครัฐ ซึ่งมองว่าเป็นงบประมาณรวมของทางภาครัฐอยู่แล้ว ไม่น่าจะมีปัญหา

นายนพรุจ กล่าวว่า การลงสมัครรับเลือกตั้งเพียงคนเดียว อาจจะเป็นโอกาสน้อยที่ผู้ประกันตนจะเลือก แต่มองว่าด้วยความเป็นอิสระ ไม่ต้องเข้าร่วมกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ความตั้งใจจริง คือ อยากช่วยให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์ของตนให้ได้มากที่สุด ถึงแม้ว่าจะได้รับเลือกไปเป็น 1 ใน 7 คณะกรรมการบอร์ด เราก็ต้องเอานโยบายของทุกคนมาละลายกันเพื่อผู้ประกันตนอยู่แล้ว จุดมุ่งหมาย คือ ทำเพื่อผู้ประกันตน เป็นเหตุผลที่ไม่ได้อยากเข้าไปอยู่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะทำงานกับคนอื่นไม่ได้ สามารถทำงานร่วมได้ทุกทีม เพราะทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคือ ผู้ประกันตน และทำให้ประกันสังคมมีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือ ผลักดันสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ประกันตน เชื่อว่าทุกทีมคิดเหมือนกัน

Advertisement

“ทีมใหญ่อาจจะมีแรงผลักดันหรือเสียงที่คอยผลักดัน เพื่อได้ทำสิ่งที่ตั้งใจและที่ตั้งนโยบายไว้นั้นสำเร็จมากกว่า แน่นอนว่าถ้าเป็นทีม 7 คนกลุ่มเดียวกัน มันก็พร้อมที่จะเดินผลักดันไปได้ดีกว่า แต่พอเป็นเดี่ยวแล้วไปร่วม 1 ใน 7 ก็ต้องมีการพูดคุยนโยบายให้มีความคิดเห็นที่ตรงกันก่อนที่จะผลักดันหรือทำนโยบายนั้นให้เกิดขึ้น และต้องเป็นนโยบายที่สมเหตุสมผล สามารถตรวจสอบได้” นายนพรุจ กล่าว

นายนพรุจ กล่าวต่อว่า ด้วยความที่เป็นผู้สมัครหน้าใหม่ ผู้ประกันตนอาจจะยังไม่ได้รู้จักมาก เหมือนกับกลุ่มที่เคยเป็นบอร์ดไปแล้วหรือกลุ่มที่เป็นทีมใหญ่ อาจจะยังไม่เชื่อมั่นหรือสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ประกันตน ด้วยความเป็นคนรุ่นใหม่อาจจะมีคนที่สนใจและคอยที่จะสนับสนุนอยู่ ซึ่งถ้าได้เป็น 1 ใน 7 ของบอร์ดฝ่ายผู้ประกันตน อาจจะต้องเรียกศรัทธากลับมาให้กับผู้ประกันตนก่อน ถ้าเป็นแนวคิดของตนนั้นมีประมาณ 4 เรื่องหลักๆ คือ ประกันสังคมอาจจะต้องเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น รายงานผลการลงทุนสม่ำเสมอ ใช้ภาษาที่ประชาชนเข้าใจง่าย และเปิดเผยเรื่องการดำเนินงาน เพื่อให้ผู้ประกันตนติดตามได้ 2.เรื่องผลประโยชน์ การตอบแทนในระยะยาวและการบริหารความเสี่ยง เผ้าหมายคือไม่ใช่ผลตอบแทนสูงที่สุดในระยะสั้นแต่ควรเป็นผลตอบแทนที่มั่นคงคู่กับศักยภาพของกองทุนในระยะยาว

“ทุกวันนี้เราไม่รู้ว่าประกันสังคมเอาเงินที่เป็นเงินสมทบของพวกเราทุกคน ไปลงทุนในลักษณะไหนบ้าง ฉะนั้นก็ควรที่จะเน้นในเรื่องของผลตอบแทนระยะยาว” นายนพรุจ กล่าว

นายนพรุจ กล่าวต่อว่า ต่อมาสำคัญมาก เรื่องการตรวจสอบได้ บอร์ดเองเข้าไปต้องสามารถตั้งคำถาม ขอข้อมูลชี้แจงต่อผู้ประกันตนให้ได้ หากมีการลงทุนที่มีความเสี่ยง เป็นประเด็นที่สังคมตั้งข้อสังเกตในปัจจุบัน สุดท้ายเรื่องธรรมาภิบาลและความเป็นมืออาชีพของกองทุน การนำเงินสมทบไปลงทุน บนข้อมูลและความเห็นของผู้เชี่ยวชาญบอร์ดจะต้องมีหน้าที่ในการกำกับนโยบายและตรวจสอบ ไม่ใช่เข้าไปแทรกแซง เพียงแต่ว่าต้องควรสอบได้ เพื่อให้กองทุนได้รับการบริหารอย่างเป็นอิสระ มีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

ปีนี้เป็นปีที่ค่อนข้างตื่นตัวกว่าครั้งที่แล้วเยอะพอสมควร แต่ก็ยังไม่มากพอเท่ากับจำนวนผู้ประกันตน อยากให้ลงทะเบียนเลือกตั้งกันเยอะๆ และในวันเลือกตั้งก็อยากให้เดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งให้ครบตามจำนวนที่ลงทะเบียนเอาไว้ ซึ่งครั้งนี้เชื่อว่า บอร์ดเองน่าจะมีเสียงมากขึ้นกว่าครั้งที่แล้วในการผลักดันให้ผู้ประกันตนได้รับผลประโยชน์จากประกันสังคมให้ได้มากที่สุด