สปสช.เพิ่มประสิทธิภาพ ‘หน่วยนวัตกรรม’ ปรับระบบร้านยา–คลินิกเอกชน ย้ำไม่ใช่การยกเลิกสิทธิบัตรทอง

22.07.26 | 16:22 น.

สปสช.เพิ่มประสิทธิภาพ ‘หน่วยนวัตกรรม’ จัดเครือข่ายบริการตามเกณฑ์ใหม่ ปรับระบบร้านยา–คลินิกเอกชน ย้ำไม่ใช่การยกเลิกสิทธิบัตรทอง

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ขณะนี้ สปสช.อยู่ระหว่างการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของหน่วยบริการนวัตกรรม (ร้านยาและคลินิกเอกชน) ตามมติของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่สะดวก ปลอดภัย มีคุณภาพ และต่อเนื่อง พร้อมยกระดับการตรวจสอบข้อมูลบริการและการเบิกจ่ายให้มีความรัดกุมยิ่งขึ้น การดำเนินการดังกล่าว ไม่ใช่การยกเลิกสิทธิบัตรทองหรือยกเลิกบริการหน่วยบริการนวัตกรรม ประชาชนยังสามารถรับบริการจากหน่วยบริการที่เข้าร่วมและเปิดให้บริการได้ตามปกติ

ทพ.อรรถพร กล่าวว่า สำหรับการจัดเครือข่ายหน่วยบริการนั้น จะเป็นการดำเนินการร่วมกับหน่วยบริการประจำภายในพื้นที่ที่หน่วยบริการนวัตกรรมตั้งอยู่ ซึ่งการจัดเครือข่ายไม่ได้หมายถึงการนำหน่วยบริการนวัตกรรมไปขึ้นทะเบียนกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) และโรงพยาบาล หรือให้ สสจ. และโรงพยาบาลขึ้นทะเบียนแทน สปสช. แต่เป็นการเชื่อมหน่วยบริการแต่ละประเภทในพื้นที่ให้ร่วมดูแลประชาชนอย่างเป็นระบบ

“ในแต่ละพื้นที่ เครือข่ายอาจประกอบด้วยหน่วยบริการประจำ เช่น โรงพยาบาลชุมชนหรือโรงพยาบาลทั่วไป หน่วยบริการปฐมภูมิ เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) รวมถึงหน่วยบริการที่รับการส่งต่อ ขณะที่หน่วยบริการนวัตกรรมจะเป็นจุดบริการเฉพาะด้านใกล้บ้านเพิ่มเติม เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการสะดวกขึ้น พร้อมมีระบบประสานข้อมูล ดูแลต่อเนื่อง และส่งต่อเมื่อจำเป็น” ทพ.อรรถพร กล่าวและว่า การปรับระบบเป็นไปตาม ข้อบังคับคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการและเครือข่ายหน่วยบริการ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2569 เพื่อให้สามารถประสานการรักษา ส่งต่อผู้ป่วย และกำกับคุณภาพบริการได้อย่างเป็นระบบ

ทพ.อรรถพร กล่าวว่า สปสช. ไม่ได้โอนอำนาจการขึ้นทะเบียนหน่วยบริการนวัตกรรมให้ สสจ. หรือโรงพยาบาล การขึ้นทะเบียนหน่วยบริการยังเป็นหน้าที่ของ สปสช.ตามเดิม สิ่งที่เปลี่ยนคือ ข้อบังคับกำหนดให้หน่วยบริการที่รับการส่งต่อเฉพาะด้านและให้บริการระดับปฐมภูมิ ต้องจัดเครือข่ายกับหน่วยบริการประจำในพื้นที่ พร้อมมีระบบยืนยันตัวตน เชื่อมข้อมูลบริการ และตรวจสอบการเบิกจ่าย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับมาตรฐานบริการ ดังนั้น บทบาทของ สสจ.และโรงพยาบาลคือ ร่วมพิจารณาและจัดเครือข่ายบริการในพื้นที่ ไม่ใช่ขึ้นทะเบียนแทน สปสช. และประชาชนยังใช้สิทธิบัตรทองได้ตามปกติ

ทพ.อรรถพร กล่าวว่า การเชื่อมโยงหน่วยบริการจะช่วยให้ประชาชนได้รับการดูแลต่อเนื่อง เช่น ผู้ป่วยที่ผ่านการรักษาระยะเฉียบพลันในโรงพยาบาลและยังต้องฟื้นฟู สามารถรับบริการกายภาพบำบัดจากคลินิกกายภาพบำบัดเอกชนที่เข้าร่วมใกล้บ้าน หรือรับบริการที่บ้านในกรณีที่มีความจำเป็นและเข้าเกณฑ์ ช่วยลดภาระการเดินทางและลดความเสี่ยงที่การฟื้นฟูจะขาดช่วง เนื่องจากกายภาพบำบัดเป็นบริการที่ต้องได้รับอย่างต่อเนื่องตามความจำเป็นทางการแพทย์

Advertisement

ส่วนบริการทันตกรรม การมีคลินิกทันตกรรมเอกชนเข้าร่วมระบบช่วยเพิ่มช่องทางให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย เข้าถึงบริการได้สะดวกขึ้น และหากจำเป็นต้องรับบริการที่ซับซ้อน ก็สามารถประสานส่งต่อไปยังโรงพยาบาลในเครือข่ายได้อย่างเหมาะสม

“เป้าหมายของการปรับระบบ คือให้ประชาชนยังคงเข้าถึงบริการใกล้บ้านได้ตามปกติ ขณะเดียวกันบริการต้องมีคุณภาพ ปลอดภัย เชื่อมต่อกับระบบบริการในพื้นที่ และมีการใช้จ่ายงบประมาณกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และขอย้ำว่า” ทพ.อรรถพร กล่าว