หมอแพทยสภา ชี้แพ้ยารุนแรง SJS/TEN ต้องแยกเป็นรายกรณี เสนอศึกษากองทุนเยียวยาคนไข้

24.07.26 | 18:01 น.

หมอแพทยสภา ชี้แพ้ยารุนแรง SJS/TEN ต้องแยกเป็นรายกรณี เสนอศึกษากองทุนเยียวยาคนไข้

จากกรณีที่มีผู้เสียหายร้องขอความเป็นธรรม หลังเกิดภาวะแพ้ยารุนแรงชนิด Stevens-Johnson Syndrome (SJS) จนสูญเสียการมองเห็นและได้รับผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต โดยมีการตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบของแพทย์และโรงพยาบาล รวมถึงการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม รศ.(พิเศษ) นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ กรรมการและผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา ได้เปิดเผยว่า การพิจารณาความรับผิดต้องดูข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี ไม่สามารถสรุปได้ว่าแพทย์เป็นผู้รับผิดเสมอไป ทั้งนี้ หากผู้ป่วยเคยแจ้งประวัติการแพ้ยาไว้อย่างชัดเจน แต่แพทย์ยังสั่งยาชนิดเดิม หรือวินิจฉัยผิดพลาดจนทำให้เกิดการแพ้รุนแรง ความรับผิดอาจตกอยู่ที่แพทย์ผู้ให้การรักษา ขณะเดียวกัน หากผู้ป่วยแจ้งประวัติแพ้ยาแล้ว และโรงพยาบาลมีระบบแจ้งเตือนการแพ้ยาในเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ แต่เกิดความผิดพลาดในขั้นตอนตรวจสอบซ้ำหรือจ่ายยา ความรับผิดอาจเกี่ยวข้องกับระบบการให้บริการของโรงพยาบาลหรือบุคลากรที่เกี่ยวข้อง

ส่วนกรณีที่ผู้ป่วยทราบว่าตนเองแพ้ยา แต่ไม่ได้แจ้งข้อมูลให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบ ไม่ว่าจะเกิดจากการลืมหรือเหตุอื่น รศ.(พิเศษ) นพ.เมธี ระบุว่า ปัจจุบันยังเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันว่า ผู้ป่วยมีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวมากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติที่ผ่านมา หากผู้ป่วยไม่แจ้งข้อมูลสำคัญดังกล่าว อาจต้องรับผลที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง นอกจากนี้ ยังมีอีกกรณีที่ไม่อาจคาดการณ์ล่วงหน้าได้ เช่น ผู้ป่วยไม่เคยได้รับยาชนิดนั้นมาก่อน หรือแม้เคยได้รับยาโดยไม่เคยแพ้ แต่ภายหลังกลับเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง ซึ่งถือเป็นเหตุที่ทั้งแพทย์และผู้ป่วยต่างไม่สามารถทราบล่วงหน้าได้ กรณีเช่นนี้อาจเข้าลักษณะเหตุสุดวิสัย ทำให้ไม่สามารถระบุผู้กระทำผิดได้โดยตรง

รศ.(พิเศษ) นพ.เมธี กล่าวว่า หากมีผู้กระทำโดยประมาทจนเกิดความเสียหาย หลักกฎหมายทั่วไปกำหนดให้ผู้กระทำต้องรับผิดชดใช้ความเสียหาย แต่หากเป็นกรณีที่ไม่มีผู้กระทำผิด เช่น เหตุสุดวิสัย การเรียกร้องค่าเสียหายผ่านกระบวนการฟ้องร้องอาจทำได้ยาก อย่างไรก็ตาม หลายประเทศที่มีระบบกฎหมายด้านผลิตภัณฑ์ยาและการเยียวยาผู้เสียหายพัฒนาไปมากกว่าไทย ได้กำหนดกลไกกองทุนเยียวยาสำหรับผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้ยา โดยให้ผู้ที่ได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการจำหน่ายยา เช่น บริษัทผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่าย ร่วมรับภาระจัดตั้งกองทุน เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ได้รับความเสียหาย แม้จะไม่สามารถระบุผู้กระทำผิดได้ ทั้งนี้ ยกเว้นกรณีที่พิสูจน์ได้ว่ามีความประมาทจากผู้ประกอบวิชาชีพหรือหน่วยบริการสุขภาพ

รศ.(พิเศษ) นพ.เมธี ระบุว่า แนวทางดังกล่าวช่วยลดภาระการฟ้องร้องระหว่างผู้ป่วยกับบุคลากรทางการแพทย์ ทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่ต้องกลายเป็นคู่กรณีในทุกเหตุการณ์ที่เกิดจากอาการไม่พึงประสงค์ของยา พร้อมเปิดเผยว่า เคยเสนอแนวคิดเรื่องการจัดตั้งกองทุนลักษณะนี้ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการผลักดันอย่างเป็นรูปธรรม จึงทำให้ทั้งผู้ป่วยและแพทย์ยังคงเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากระบบที่มีอยู่ในปัจจุบัน

Advertisement