ผู้แทนแรงงานแพลตฟอร์ม 7 ประเทศ รวมตัวผลักดันรับรองสถานะทางกฎหมายและคุ้มครองสิทธิแรงงาน
เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ที่ห้องประชุมสัมมนา B1-2 ชั้น B1 อาคารรัฐสภา สถาบันแรงงานและเศรษฐกิจที่เป็นธรรม (JELI) ร่วมกับมูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท ประเทศไทย (FES Thailand) และ เครือข่ายเพื่อคนงานแพลตฟอร์มแห่งเอเชีย นำคณะตัวแทนแรงงานแพลตฟอร์มกว่า 20 คน จากเกาหลีใต้ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม อินเดีย และฟิลิปปินส์ เข้าพบคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร ที่อาคารรัฐสภา เพื่อหารือปัญหาการรับรองสถานะทางกฎหมายและความคุ้มครองทางสังคมของแรงงานแพลตฟอร์ม ซึ่งมีต้นตอหลักคือการจัดประเภทแรงงานกลุ่มนี้เป็น “ผู้รับจ้างอิสระ” ทำให้คนทำงานเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น ค่าจ้างขั้นต่ำ ประกันสังคม สิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรองร่วม และอาชีวอนามัยความปลอดภัยในการทำงาน
นายวีระพล จิตสัมฤทธิ์ ประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวเปิดงานโดยชี้ให้เห็น ว่า.. เศรษฐกิจดิจิทัลสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ก็มาพร้อมความท้าทายด้านการคุ้มครองสิทธิแรงงาน ความมั่นคงในการทำงาน การเข้าถึงหลักประกันสังคม และค่าตอบแทนที่เป็นธรรม ซึ่งไม่ใช่ปัญหาเฉพาะประเทศไทย แต่เป็นวาระร่วมของภูมิภาคที่ต้องอาศัยความร่วมมือและแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีระหว่างกัน
ผู้แทนแรงงานแพลตฟอร์มจากหลายประเทศร่วมนำเสนอความคืบหน้าและข้อจำกัดของกฎหมายในประเทศตนเอง
อินเดีย มีกฎหมายระดับรัฐที่ให้ความคุ้มครองทางสังคมสำหรับแรงงานแพลตฟอร์ม และรัฐบาลกลางกำลังผลักดันให้มีการขยายผลทั่วประเทศ กฎหมายกำหนดให้แรงงานแพลตฟอร์มต้องขึ้นทะเบียน และมีคณะกรรมการกำกับดูแลที่ประกอบด้วยตัวแทนฝ่ายแรงงาน ภาคประชาสังคม และภาครัฐ แหล่งเงินทุนคุ้มครองมาจากการเก็บค่าธรรมเนียมสมทบ 1% จากทุกธุรกรรมที่จ่ายให้คนงาน นำไปจ่ายเป็นสวัสดิการ เช่น เงินช่วยเหลือกรณีคลอดบุตร สวัสดิการสุขภาพ และประกันอุบัติเหตุ
มาเลเซีย ผ่านกฎหมาย Gig Workers Act 2025 ซึ่งกำหนดให้ บริษัทแพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบเรื่องความปลอดภัยและความมั่นคงของคนทำงาน รวมถึงประกันสังคมและเงินชดเชยกรณีอุบัติเหตุ พร้อมบังคับให้บริษัทต้องอธิบายการทำงานของระบบอัลกอริทึมให้คนทำงานทราบ กฎหมายฉบับนี้ครอบคลุมงานกิ๊กถึง 9 สาขา ไม่ใช่แค่แรงงานแพลตฟอร์ม แต่รวมถึงคนทำงานดูแล นักดนตรี และฟรีแลนซ์ทั่วไปด้วย
อินโดนีเซีย รัฐบาลออกกฎเกณฑ์จำกัดค่าคอมมิชชันที่แพลตฟอร์มเรียกเก็บจากคนทำงาน จากเดิมที่เคยสูงถึง 20% ให้เหลือไม่เกิน 8% ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากคนทำงานรวมตัวประท้วงและนัดหยุดงานเรียกร้อง สะท้อนว่าการฟังเสียงความเดือดร้อนของคนทำงานเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเปลี่ยนนโยบาย
ฟิลิปปินส์ มีร่างกฎหมาย “POWERR Bill” ที่ยังไม่ผ่านสภา แม้จะให้ข้อสันนิษฐานทางกฎหมายว่าคนทำงานมีสถานะเป็นลูกจ้าง แต่เปิดช่องให้เลือก “ไม่รับ” สถานะนี้ได้ ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าเป็นเครื่องมือสกัดกั้นการรวมตัวจัดตั้งสหภาพ และยังผลักภาระค่าใช้จ่ายประกันสังคมไปให้คนทำงานแบกรับเองแทนที่จะเป็นแพลตฟอร์ม
เสียงจากแรงงานแพลตฟอร์มไทย
เมรี จุลพันธ์ ผู้แทนสหพันธ์คนทำงานแพลตฟอร์มแห่งประเทศไทย (PWOT) แบ่งปันประสบการณ์ตรงในฐานะผู้รอดชีวิตจากการถูกคุกคามทางเพศขณะทำงาน โดยไม่ได้รับการเยียวยาจากแพลตฟอร์ม พร้อมชี้ปัญหาที่แรงงานหญิงต้องเผชิญ ทั้งรายได้ไม่แน่นอน การจัดการงานผ่านอัลกอริทึม ความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ การถูกปิดบัญชีโดยไม่มีคำอธิบาย และความไม่ปลอดภัยจากการทำงานกลางคืนในพื้นที่เปลี่ยว
เกศกานดา จิตรีมิตร ไรเดอร์จากจังหวัดสระบุรี เล่าว่า.. ไรเดอร์เกิดอุบัติเหตุจำนวนมาก แต่เพราะไม่มีสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจน จึงไม่ได้รับความช่วยเหลือจากแพลตฟอร์ม ผู้บาดเจ็บที่ต้องพักฟื้นนานหลายเดือนมักไม่มีรายได้และต้องเป็นหนี้เพื่อประทังชีวิต
สุภาภรณ์ พันธ์ประสิทธิ์ ไรเดอร์หญิงที่ทำงานมากว่า 9 ปี ระบุว่า.. รายได้ต่อออเดอร์ลดลงจากราว 80 บาท เหลือเพียง 10-20 บาทในปัจจุบัน และมองว่าการที่แพลตฟอร์มไม่รับผิดชอบต่ออุบัติเหตุหรือการเสียชีวิตของคนทำงานเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
อนุสัญญา ILO 193 กับทางออกของไทย
ที่ประชุมให้ความสำคัญกับอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 193 ว่า.. ด้วยงานที่มีคุณค่าในเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม โดยยก ข้อ 9 เป็นแนวทางสำคัญ โดยระบุว่าการจัดสถานะคนทำงานควรพิจารณาจาก “ลักษณะการทำงานจริง” คือวิธีทำงานและวิธีจ่ายค่าตอบแทน ไม่ใช่ข้อความในสัญญาที่แพลตฟอร์มกำหนดขึ้นเอง
ดร.เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร ผู้อำนวยการสถาบันแรงงานและเศรษฐกิจที่เป็นธรรม (JELI) ชี้ว่า.. อนุสัญญาฉบับนี้เป็นการเปิดประตูบานใหม่ ทำให้การถกเถียงเรื่องการคุ้มครองแรงงานหลุดพ้นจากกรอบเดิมที่ติดอยู่กับการนิยาม “สถานะ” ของคนทำงาน และช่วยให้สามารถจัดการกับงานที่มีรูปแบบและสถานะต่างกันได้ โดยมีหลักการสำคัญคือความเป็นธรรม รวมถึงการนำอนุสัญญามาปฏิบัติจริงต้องอาศัยการทำงานแบบบูรณาการกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในเรื่องการเข้าถึงข้อมูลการทำงานของแพลตฟอร์ม
เครือข่ายแรงงานแพลตฟอร์มภูมิภาคเอเชีย ออกแถลงการณ์ เรียกร้องยุติการจัดสถานะแรงงานเป็น “พาร์ทเนอร์” เพื่อเลี่ยงความรับผิดชอบ
ในโอกาสนี้ Karen Anne Gail Cariño จากเครือข่ายลูกจ้างอุตสาหกรรม BPO (BIEN) ประเทศฟิลิปปินส์ กล่าวแถลงการณ์ร่วมในนาม “เครือข่ายเพื่อคนงานแพลตฟอร์มแห่งเอเชีย (Regional Network of Platform Workers in Asia)” ชี้ว่าการจัดสถานะแรงงานแพลตฟอร์มเป็น “พาร์ทเนอร์” หรือ “ผู้รับจ้างอิสระ” เป็นการเลี่ยงพันธะของนายจ้างอย่างเป็นระบบ ทั้งไรเดอร์ คนขับรถที่อยู่บนท้องถนน ไปจนถึงแรงงานดิจิทัลอย่างผู้ช่วยเสมือนหรือฟรีแลนซ์ออนไลน์ ซึ่งแม้ลักษณะงานจะแตกต่างกันแต่ถูกควบคุมด้วยอัลกอริทึมและเงื่อนไขแพลตฟอร์มในแบบเดียวกัน เครือข่ายฯ เรียกร้องให้รัฐบาลทั่วเอเชียรับรองสถานะลูกจ้างของแรงงานแพลตฟอร์ม บังคับใช้ความรับผิดชอบกับแพลตฟอร์มทั้งในและต่างประเทศ จัดให้มีหลักประกันทางสังคมที่ครอบคลุม และคุ้มครองสิทธิการรวมตัวและเจรจาต่อรองร่วม พร้อมปิดท้ายด้วยจุดยืน “Nothing about us, without us” การตัดสินใจใด ๆ ที่เกี่ยวกับแรงงานแพลตฟอร์ม จะต้องมาจากการมีส่วนร่วมของแรงงานแพลตฟอร์ม เอง
ผู้แทนสหพันธ์คนทำงานแพลตฟอร์มแห่งประเทศไทยระบุว่าได้ยื่นข้อเสนอต่อกระทรวงแรงงานมาหลายปีแล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน จึงเรียกร้องให้กระทรวงแรงงานเร่งพิจารณาการคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มตามแนวทางของอนุสัญญา ILO 193 โดยเร็ว
สหัสวัต คุ้มคง สมาชิกผู้แทนราษฎร ได้กล่าวถึง.. การดำเนินงานของกระทรวงแรงงานที่กำลังผลักดันร่าง “พ.ร.บ. ส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ” ซึ่งเป็นที่ถกเถียงจากหลายฝ่าย รวมถึงมีข้อสังเกตจากนักวิชาการบางส่วนว่าอาจไม่มีความจำเป็นต้องออกกฎหมายใหม่ แต่สามารถปรับปรุงกฎหมายเดิมให้ครอบคลุมได้ สำหรับการดำเนินการของคณะกรรมาธิการการแรงงาน ได้มอบหมายให้มีคณะอนุกรรมาธิการที่ศึกษาเรื่องแรงงานแพลตฟอร์มโดยตรง และกำลังรวบรวมข้อเสนอจากทุกฝ่าย คาดว่ารายงานของคณะอนุกรรมการฯ จะแล้วเสร็จในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า และจะนำเสนอต่อรัฐบาล รวมถึงเปิดเผยต่อสาธารณะต่อไป พร้อมทั้งประกาศจุดยืนว่าแนวทางตามอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 193 เป็นสิ่งที่กระทรวงแรงงานเห็นด้วย และผู้แทนรัฐบาลไทยก็ได้โหวตรับรองอนุสัญญาฉบับนี้
การรวมตัวครั้งนี้ เป็นอีกก้าวสำคัญของวาระความร่วมมือระดับภูมิภาค เปิดพื้นที่ให้แรงงานแพลตฟอร์มจากหลายประเทศ ร่วมกันส่งเสียง แลกเปลี่ยนข้อเสนอ และผลักดันนโยบายแรงงานในเศรษฐกิจดิจิทัลที่เป็นธรรม ครอบคลุม และตั้งอยู่บนพื้นฐานของสิทธิ










