‘พนัส’ ไม่เห็นด้วยฟ้องศาลปมเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม แนะเร่งอุทธรณ์ก่อนกระทบวันเลือกตั้ง ชี้สังคมจับตาเกมการเมืองได้เอง
จากกรณีที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งทุเลาการบังคับใช้ข้อ 2 ของประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน ซึ่งกำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งกับสำนักงานประกันสังคม ส่งผลให้คณะกรรมการการเลือกตั้งฯ มีมติชะลอการจัดการเลือกตั้งออกไป เพื่อรอคำวินิจฉัยของศาลปกครอง จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งจากฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าวนั้น
ล่าสุด เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปยัง นายพนัส ไทยล้วน อดีตกรรมการประกันสังคมหลายสมัย และประธานสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย เพื่อสอบถามความเห็นต่อคำสั่งศาลและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับการเลือกตั้งกรรมการประกันสังคม
โดยนายพนัส ระบุว่า ตนรู้จักกับนายเสรี หนูวงศ์ แต่ไม่เห็นด้วยต่อการที่ไปฟ้องต่อศาลปกครองดังกล่าว เพราะ การกำหนดให้มีการลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นสิ่งที่จำเป็น เนื่องจากระบบข้อมูลของสำนักงานประกันสังคมในปัจจุบันยังไม่สามารถรองรับการตรวจสอบสิทธิผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ทันที
“ทำไม่ได้หรอก ระบบมันไม่ได้ดีไซน์มาแบบนี้ คือใครจะเดินมาลงคะแนนเลยมันทำไม่ได้หรอก เพราะมันต้องมีเงื่อนไขว่าคนที่จะลงคะแนนต้องส่งเงินสมทบมาเท่าไหร่ กี่เดือน เพราะฉะนั้นเวลาให้มาลงทะเบียนก็เพื่อจะตรวจสอบว่าคนที่มาลงทะเบียนมีสิทธิหรือไม่ ประกันสังคมมันไม่สามารถไปรองรับระบบนี้ได้ ไม่ใช่ผู้แทนราษฎรที่ใครเดินมาก็ลงคะแนนได้ ประกันสังคมไม่มีข้อมูลที่จะตรวจสอบได้ทันทีหรอก เรื่องนี้เราเคยคุยกันมาหลายครั้งแล้ว ตั้งแต่สมัยก่อน ข้อมูลของประกันสังคม คอมพิวเตอร์มันไม่มีที่จะบอกได้ทันทีว่าคนนี้ขาดส่งเมื่อไหร่ ส่งครบหรือยัง มันทำอย่างนั้นไม่ได้” นายพนัส กล่าว
นายพนัส กล่าวว่า การเลือกตั้งกรรมการประกันสังคมแตกต่างจากการเลือกตั้งทั่วไป เนื่องจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องมีคุณสมบัติตามกฎหมาย เช่น การส่งเงินสมทบครบตามเงื่อนไข การเป็นผู้ประกันตนที่ยังมีสิทธิ และไม่มีลักษณะต้องห้ามต่างๆ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบล่วงหน้า หากเปิดให้ผู้ประกันตนเดินเข้าไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ทันทีโดยไม่มีระบบคัดกรอง อาจทำให้มีผู้ไม่มีสิทธิเข้าใช้สิทธิ และก่อให้เกิดปัญหาการร้องเรียนตามมาได้
เมื่อถามว่าเหตุใดจึงเห็นว่าการลงทะเบียนยังมีความจำเป็น นายพนัส กล่าวว่า ปัจจุบันระบบฐานข้อมูลของสำนักงานประกันสังคมยังไม่ได้ออกแบบให้สามารถตรวจสอบสถานะผู้ประกันตนแบบเรียลไทม์ในวันเลือกตั้งได้ เช่น การตรวจสอบการส่งเงินสมทบครบหรือไม่ ขาดส่งกี่เดือน หรือสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนแล้วหรือยัง ดังนั้น การลงทะเบียนจึงเป็นขั้นตอนสำคัญในการตรวจสอบคุณสมบัติผู้มีสิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า เพราะที่ผ่านมา สำนักงานประกันสังคมเองก็ยอมรับว่าระบบยังไม่รองรับการดำเนินการในลักษณะดังกล่าว
นายพนัส กล่าวต่อว่า ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 มีการเข้า-ออกจากระบบประกันสังคมอยู่ตลอดเวลา บางรายเข้าทำงานวันนี้ วันรุ่งขึ้นอาจลาออกหรือถูกเลิกจ้าง ทำให้สถานะเปลี่ยนแปลงตลอด หากไม่มีการลงทะเบียนเพื่อตรวจสอบข้อมูลล่วงหน้า ก็อาจทำให้เกิดปัญหาผู้ไม่มีสิทธิเข้าใช้สิทธิเลือกตั้ง และหากมีการร้องคัดค้านภายหลัง อาจส่งผลกระทบต่อความชอบด้วยกฎหมายของการเลือกตั้งทั้งกระบวนการ
“ผู้ประกันตนมันเข้าออกง่าย เข้าวันนี้ พรุ่งนี้ถูกไล่ออกก็ออกจากระบบ เข้าออกกันอยู่ตลอด แล้วจะให้มาลงคะแนนยังไง ถ้าไม่มีการตรวจสอบก่อน ผมคุยกับประกันสังคมมาตั้งหลายครั้งแล้ว เรื่องนี้ เมื่อสองปีที่แล้วก็คุยกัน เขาก็บอกเหมือนเดิมว่าทำไม่ได้หรอก ตอนนี้มันทำไม่ได้ ระบบไม่รองรับอย่างนั้น” นายพนัส กล่าว
เมื่อถามว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน สำนักงานประกันสังคมควรดำเนินการอย่างไร หลังศาลปกครองกลางมีคำสั่งทุเลาการบังคับใช้เงื่อนไขดังกล่าว นายพนัส เห็นว่า หน่วยงานควรยื่นอุทธรณ์คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวต่อศาลปกครองสูงสุด พร้อมชี้แจงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หากต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดการเลือกตั้งในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ เนื่องจากจะก่อให้เกิดภาระด้านงบประมาณ การจัดสถานที่ บุคลากร และการบริหารจัดการจำนวนมาก
เมื่อถามถึงแนวโน้มของคดี นายพนัส ประเมินว่า หากสำนักงานประกันสังคมดำเนินการอุทธรณ์อย่างรวดเร็ว ก็ยังมีโอกาสที่ศาลปกครองสูงสุดจะพิจารณาทบทวนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวได้ เนื่องจากเห็นว่าประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับความพร้อมของระบบการจัดการเลือกตั้งและผลกระทบต่อการดำเนินงานของสำนักงานประกันสังคมโดยตรง อย่างไรก็ตาม การดำเนินการจะต้องเป็นไปอย่างรวดเร็ว เพราะกำหนดการเลือกตั้งเดิมเหลือเวลาไม่มากแล้ว
“ประกันสังคมต้องอุทธรณ์คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เพราะถ้ายังทำต่อไป ความเสียหายต่อประกันสังคมต้องลงทุนมหาศาล แล้วก็ต้องใช้เวลานาน ไปจองสถานที่เลือกตั้งไว้แล้ว พอเลื่อน พอจะเอาอีกทีเขาก็ให้คนอื่นไปแล้ว จะเอาหอประชุมเดิมก็ไม่รู้ว่าจะว่างหรือเปล่า มันกระทบตามมาหมดเลย ยากมาก ประกันสังคมมีนักกฎหมาย ก็อุทธรณ์ ถ้าทำให้ดี ผมว่าศาลปกครองสูงสุดยกแน่นอน” นายพนัสกล่าวพร้อมยืนยันว่า หากมีการอุทธรณ์โดยเร็ว การเลือกตั้งฯ จะไม่ถูกเลื่อน
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ามองว่าการยื่นฟ้องครั้งนี้มีมิติทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ เนื่องจากผู้ยื่นฟ้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นบอร์ดประกันสังคมฝ่ายผู้ประกันตนด้วย นายพนัสกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวสังคมสามารถพิจารณาได้เอง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีหลายกลุ่มเข้ามาแข่งขันกัน และแต่ละฝ่ายต่างต้องการผลักดันบุคคลของตนเข้าไปดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการประกันสังคม ซึ่งรวมถึงการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ จึงเป็นเรื่องที่มีผลต่อการบริหารกองทุนประกันสังคมในอนาคต



